วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อายุพ่อแม่ส่งผลต่อการพัฒนาการของลูกได้

ยายกับหลาน

ความอยากให้เป็นและหวังมากเกินไป
                พ่อแม่ที่มีอายุมาก มีประสบการณ์สูงจะเลี้ยงลูกเข้มงวดมากกว่าพ่อแม่ที่อายุน้อย พ่อแม่อายุน้อยจะเลี้ยงลูกตามใจและมักนำแนวคิดใหม่ๆมาใช้ในการเลี้ยงลูก อิงตำราและชอบแก้ปัญหาลูกโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ เห็นความคิดของผู้สูงอายุล้าสมัย เน้นการทำทุกอย่างให้ลูกมีสุขมากกว่าพ่อแม่ที่มีอายุ
                ผลจากความแตกต่างของการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ต่างอายุ พบว่าลูกที่พ่อแม่มีอายุจะใช้ชีวิตเป็นระบบมากกว่า และมีวุฒิภาวะความรับผิดชอบมีความสำเร็จสูงกว่าลูกที่พ่อแม่อายุน้อย เหตุเพราะพ่อแม่อายุน้อยจะใช้วิธีการในการเลี้ยงลูกมากกว่าการเลี้ยงด้วยความเข้าใจถึงการพัฒนาลูกเพื่ออนาคต เหตุเพราะกลัวและกังวลว่าจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี
                ปัจจัยต่างๆดังกล่าวของพ่อแม่มีผลโดยตรงต่อลูก การเลี้ยงลูกด้วยความอยากให้เป็นตามใจที่หวังของตัวเองจะเหนื่อยตรงที่พ่อแม่ต้องพยายามเพื่อสนองตอบความต้องการของตน เมื่อพยายามแล้วทำให้เกิดความเครียด ความสุขก็จะไม่เกิด ส่วนลูกเป็นผลอันเนื่องมาจากความอยากของพ่อแม่ คือความรู้สึกรังเกียจพ่อแม่ เบื่อหน่ายชีวิต เด็กจะก้าวร้าวและต่อต้าน ปัญญาถดถอย ในที่สุดลูกจะมองโลกในแง่ร้าย อยากให้คนหนึ่งคนใดห่างไปจากชีวิตตัวเอง หรือตัวเองก็ไม่สามารถพัฒนาชีวิตตัวเองให้มีคุณภาพได้


ชีวิตลูกยังเล็กนัก
จงฟูมฟักให้เติบใหญ่
ลูกจะเป็นใคร ผลพวงที่ได้คือพ่อแม่เอง
จงรักลูก ให้กำลังใจลูก
อย่าเลี้ยงลูกด้วยความอยากของตนเอง

 
                                

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ผลของการอยากให้ลูกเก่งและหวังกับลูกมากเกินไป

ลูกแม่
อย่าอยากและหวังมากเกินไป
ด้วยความอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง เพื่อความภาคภูมิใจของตน ดังนั้นพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเก่ง อยากให้ลูกดี อยากให้ลูกเป็นอย่างที่คิด ลองคิดทบทวนสักนิดว่าความอยากนี้แท้จริงทำเพื่อตนเองหรือเพื่อลูก อย่าบอกนะว่าทำเพื่อลูก ถ้าทำเพื่อลูกจะไม่อยากและหวังต้องเป็นแค่เพียงต้องการเท่านั้น
คนส่วนใหญ่จะภูมิใจกับญาติที่มีชื่อเสียง และมักนำมาอ้างถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างภูมิใจ ชอบที่จะบอกกับใครๆว่าตนเป็นคนคุ้นเคย ใกล้ชิดที่สุดของญาติคนนั้น ในทำนองเดียวกัน เมื่อลูกประสบความสำเร็จพ่อแม่ก็จะนำมาคุยฟังอย่างภูมิใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าลูกไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่พ่อแม่อยากและหวังให้เป็น พ่อแม่คนนั้นจะรู้สึกว่าลูกเลวมากและเป็นคนไม่ดีของครอบครัวไปทันที สิ่งที่เสียมากที่สุดคือลูก ลูกจะใจเสีย ความรู้สึกเสีย ถ้ารุนแรงมากอาจถึงขั้นสติเสีย
ถ้าอยากได้ลูกที่ดีที่เลี้ยงง่ายเลี้ยงสบาย ต้องเลิกเห็นลูกเป็นวัตถุที่ตนเองต้องปั้น ต้องปลุกให้เป็นอย่างที่คิดอย่างที่หวัง ด้วยความอยากของตนเอง อย่าสั่งลูกให้ทำอย่างที่พ่อแม่ต้องการ อย่าให้ลูกคิดทุกอย่างที่พ่อแม่คิดด้วยการ
ให้ลูกทำกิจกรรมทุกอย่างอย่างมีเงื่อนไข
ใช้การทำโทษถ้าลูกทำไม่ได้อย่างที่บอก
มีกฎหรือข้อห้ามเป็นรั้วกั้นความรู้สึกของลูก
ถึงพ่อแม่จะพูดว่า พ่อแม่รักลูก อยากให้ลูกได้ดี อยากให้ลูกเก่ง ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ลูกอาจไม่เก่งก็ได้
คำพูดเหล่านี้ไม่ช่วยอะไรลูกเลย นอกจากความช้ำใจและเสียใจของลูก
ขอให้พ่อแม่มองลึกย้อนลงในความรู้สึก ความคิดของตัวเองใหม่อีกทีก่อนปฏิบัติกับลูก ถามตัวเองว่าอยากได้อะไร ตัวอย่างเช่น อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนมีชื่อ อยากให้ลูกเข้าสาธิต แน่นอนความอยากนี้อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่โรงเรียนมีชื่อเหล่านี้มีข้อจำกัดคนต้องการมกต้องสอบแข่งขันเข้า แม้แต่เด็กอนุบาลยังต้องสอบเข้า ต้องเหนื่อยกันทั้งครอบครัว แต่พ่อแม่ยังคาดคั้นให้ลูกทำ ถามจริงๆว่าพ่อแม่อยากได้อะไร
อยากให้ลูกได้ที่เรียนดี หรืออยากบอกคนอื่นว่าลูกฉันได้โรงเรียนมีชื่อเหมือนกัน มันเป็นความอยากของใคร
การหาโอกาสให้ลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ แต่อย่าทำให้โอกาสเป็นตัวสร้างความเครียดให้ลูกและตัวเอง รักลูกรักตัวเองให้เดินสายกลาง การอยู่อย่างอยากจะทำให้พ่อแม่เหนื่อย เหนื่อยเพราะต้องควบคุมกำกับลูก เหนื่อยที่ต้องพาลูกเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการ
พ่อแม่คงไม่อยากและหวังมากเหมือนกันทุกคน
แต่จากการศึกษาพบว่าพ่อแม่ที่มาจากพื้นฐานครอบครัวแตกต่างกัน จะมีความอยากต่างกัน
แล้วแสดงพฤติกรรมในการเลี้ยงและดูแลลูกแตกต่างกันด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้ฉลาดว่านอนสอนง่าย Tips for Raising wise.

ลูกน้อย
อยากให้ว่านอนสอนง่าย
ทำไมลูกเถียง ลูกบางคนเถียงคำไม่ตกฟาก อย่าเหนื่อยถ้าลูกเถียง ทำไมลูกเถียง ทำไมมันดื้อด้าน ทำไมนิสัยเสีย ทำไมเลี้ยงยากยังไม่โตเท่าใดก็เถียงแล้ว นี่ถ้าเป็นผู้ใหญ่มิแย่หรือ ขอพ่อแม่อย่าท้อใจ ต้องเข้าใจลูกว่าลูกมีสมองที่จะคิดและมีจิตใจ การที่ลูกเถียง พ่อแม่ต้องหันกลับมาสำรวจตนเองบ้างว่าบางทีเราอาจพลาด เช่น อาจเลี้ยงเขาให้มาเถียงเรา เพราะฉะนั้นลูกยิ่งโตยิ่งเถียงก็เป็นได้ โบราณว่าเลี้ยงลูกอย่างไรก็ได้ลูกอย่างนั้น ปลูกฝังลูกอย่างไรนิสัยลูกก็ได้อย่างนั้น พ่อแม่เป็นคนแบบใดลูกก็เป็นแบบนั้น พ่อแม่เห็นแก่ตัวย่อมมีลูกเห็นแก่ตัว พ่อแม่ใจบุญสุนทานลูกย่อมใจบุญสุนทาน ผลย่อมเกิดจากกรรมหรือการกระทำที่ทำมา บางคนบ่นว่าอยากได้ลูกว่านอนสอนง่าย เลยไปบังคับเขาและวางกฎระเบียบให้ปฏิบัติตั้งแต่เด็ก ผลที่ตามมาเด็กยิ่งดื้อ เมื่อโตขึ้นมีพละกำลังและความเป็นตัวเอง เมื่อมีเหตุมากระตุ้นลูกจะวิ่งเข้าหาโอกาสนั้นทันที วิธีแก้ต้องเริ่มเลี้ยงเขาให้ดีเสียแต่ลูกยังเล็ก พฤติกรรมความคิดจะพัฒนาคู่กันตามวัยเสมอ เด็กเริ่มคิดเป็นมาตั้งแต่คลอดเซลล์สมองของคนเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ในครรภ์มารดา แล้วพัฒนาสู่การเรียนรู้ที่ซับซ้อนขี้น เด็กทารกแสดงการเรียนรู้ด้วยการเอื้อมมือไขว่คว้า จับ ดูด มองหน้า ประสานสายตาและสัมผัสด้วยความคิด เมื่อพ่อแม่พูดว่าสิ่งใดเด็กจะรับรู้ได้จากการดูการฟัง การปฏิเสธก็จะมีบ้างด้วยท่าทางมิใช่คำพูด เช่น “ไม่” “ไป” ต่อเมื่อเข้าช่วงวัยประถมศึกษา ความคิดของเด็กอายุเข้า 7 ขวบ พัฒนาสู่ความเป็นนามธรรม เริ่มเห็นข้อแย้ง ข้อปฏิเสธ ข้อควรยอมรับ การถกเถียงด้วยคำพูดปรากฏชัดเจนมากขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ จนถึงเข้าวัยรุ่น จนถึงขั้นขัดแย้งรุนแรง ประเภทตัดญาติขาดมิตรกันก็มี จะมีอีกครั้งที่ลูกจะหยุดเถียงพ่อแม่เมื่อลูกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น หรือช่วงเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆลูกเริ่มรู้กลไกลของการประนีประนอม แม้มีข้อขัดแย้งบ้าง แต่มักไม่รุนแรงเหมือนตอนวัยรุ่นเหตุเพราะเป็นวัยใช้เหตุผลเป็นแล้ว
รูปลูก
การขัดแย้งของลูกทำให้พ่อแม่หงุดหงิดและไม่พอใจ
เมื่อเล็กลูกคัดค้าน อาจบังคับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะเชื่อตลอด เพราะลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง การปฏิเสธของลูกเป็นการแสดงถึงศักยภาพทางสมองของลูก แม่อยากให้ลูกอายุ 4 ขวบ นุ่งกระโปรงสีแดงที่แม่ชอบ แต่ลูกไม่ชอบ ลูกอาจปฏิเสธได้เพราะลูกคิดเป็น เริ่มเป็นตัวของตัวเอง เริ่มมีการขัดขืนเมื่อไม่ตรงใจ อย่าโกรธลูก อย่าตีลูกให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจเปล่า ให้คุยกับลูกด้วยเหตุผล ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไม่มีเรื่อง ลูกคิดได้ ลูกเข้าใจได้ การให้โอกาสลูกแสดงความคิดเห็นเป็นการสร้างให้ลูกเกิดความเชื่อมั่นและเป็นคนมีเหตุผล เมื่อลูกโตขึ้น ลูกจะเป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่เถียงพ่อแม่ เพราะลูกรู้ว่าพ่อแม่เป็นคนดีมีเหตุผล
ประสบการณ์แต่ละช่วงวัยของเด็กที่ได้รับจากครอบครัว ตัวอย่างที่เด็กเห็นจากพ่อแม่มีบทบาทโดยตรงต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ และความคิดของเด็กเมื่อโตขึ้น เพราะสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิด เจริญอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 6 ขวบแรก เด็กจะเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่เด็กสัมผัสเข้าไปสร้างเป็นหน่วยความรู้เก็บบันทึกไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว ถ้าประสบการณ์ที่เด็กได้รับดี เด็กก็คิดดีทำดี แต่ถ้าประสบการณ์ที่ได้รับไม่เหมาะสม เด็กก็จะซึมซับความไม่เหมาะสมนั้นเข้าไว้ในตนทั้งที่ไม่เข้าใจ แล้วฝังกลายเป็นรากพฤติกรรมที่ไม่ดีเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าเด็กได้รับการสอนหรือชี้แนะในสิ่งที่ถูกที่ควร จะช่วยลดปัญหาการนำไปปฏิบัติอย่างไม่เข้าใจได้ การเลี้ยงลูกให้อยู่ในคำสั่งดูเหมือนทำง่าย แต่เหนื่อยใจเมื่อลูกโตขึ้น ลูกจะมีปัญหาทางความคิดและสังคม เมื่อลูกทุกข์พ่อแม่จะทุกข์ตาม สมมุติพ่อแม่มีลูก 2 คน แล้วพบว่าลูกคนหนึ่งเรียนดีเข้ากับคนอื่นได้  ปรับตัวได้ในทุกสถานะทางสังคม พ่อแม่ก็จะมีความสุข แต่อีกคนหนึ่งกลับเป็นเด็กมีปัญหา ทั้งที่พ่อแม่คิดว่าเลี้ยงมาเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วข้อมูลที่เกิดจากประสบการณ์ได้หลั่งไหลเข้าสู่สมองส่วนที่ดีมากน้อยของลูกทั้งสองแตกต่างกัน สมองจะเก็บไว้เป็นความรู้สึกที่ดีและไม่ดีแยกจากกัน แต่สะสมไว้เป็นความรู้สึกความคิดที่พร้อมใช้ เมื่อมีปัญหาก็แสดงออกมาสู่การเป็นพฤติกรรมตามประสบการณ์ที่ได้รับ
เด็กน้อยเรียนรู้
เด็กเกียจคร้านการเรียนเพราะถูกบังคับให้เรียนมาก่อน
เด็กดื้อและก้าวร้าวเพราะเคยถูกเข้มงวด หรือตามใจเกินไป
เด็กเอาแต่ใจตนเองเพราะเคยใช้อำนาจเหนือผู้ใหญ่ได้
เด็กไร้เหตุผลเพราะไม่เคยมีใครบอกเหตุผล
เด็กไม่รู้สิ่งควรไม่ควรเพราะพ่อแม่ไม่เคยสอน
ยังมีอีกหลายพฤติกรรมที่ทำให้เด็กเป็นอะไรก็ได้ คล้ายดื้อสอนยาก เหตุเพราะพ่อแม่ไม่เคยสอนและใช้เหตุผลกับลูกเลย
รูปภาพเด็กน้อย