วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เมื่ออยากให้ลูกเก่ง Want a clever child

อยากให้ลูกเก่ง
                คนเราทุกคนอยากให้ลูกเก่ง ทั้งที่บางคนรู้ตัวเองว่าตัวเองไม่เก่ง แต่ก็อยาก เพื่อให้ลูกเป็นตัวแทนความเก่งของตัวเอง ก็เลยลุ้นให้ลูกอ่านคัดเขียนเสียแต่เมื่อมาเรียนชั้นอนุบาล เมื่อเข้าเรียนมัธยมศึกษาก็ส่งเรียนพิเศษแทบทุกมุมเมืองทุกเรื่องเรียนเรียกว่าเรียนกันจนไม่รู้ว่าเรียนอะไร พ่อแม่บางคนสนใจความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็ส่งลูกไปเรียนทุกอย่างที่มี เช่นเรียนจินตคณิต เรียนพัฒนาสมอง เรียนเป็นอัจฉริยะ แล้วแต่จะมีที่เรียน พ่อแม่บางคนไม่สนใจวิชาการแต่สนใจการเก่งข้างเคียงเช่นรำไทย ดนตรีไทย ดนตรีสากล บัลเลต์ ยูโด เป็นต้น
               
ความต้องการอยากให้ลูกเก่งนี้มีตำราเขียนไว้หลายเล่มว่าเป็นความต้องการลึกๆของพ่อแม่
                ประการแรก พ่อแม่ที่เรียนไม่เก่ง จะอยากให้ลูกเรียนเก่ง เพื่อชดเชยความไม่เก่งของตนเอง
                ประการที่ 2 พ่อแม่ที่เก่งต้องการรักษาสถานภาพตนที่เป็นคนเก่งไว้ จะพยายามให้ลูกเก่ง อย่างที่ตนเป็น
                ประการที่ 3 พ่อแม่มีปมด้อยอยากดังเลยพยายามทุกวิถีทางให้ลูกเก่ง เพื่อนเป็นปมเด่นของครอบครัว ความต้องการชดเชยความรู้สึกของพ่อแม่นี้ ทำให้พ่อแม่บังคับขู่เข็ญลูกให้เรียน เรียนและเรียน ดูคล้ายๆเหมือนความหวังดี แต่ในความจริงแล้ว กลายเป็นความหวังร้าย ที่ทำให้ลูกเครียดและเรียนไม่ได้อย่างที่ใครๆหวัง ผลที่ตามมาลูกจะหาทางออกด้วยการคิดสั้นดังที่เป็นข่าว เด็กเก่งสอบพลาดบางวิชาแล้วฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่สมเหตุสมผลเลย
ถ้าเช่นนั้น เมื่อเราต้องการให้ลูกเก่งทำอย่างไร
                ถ้าหากว่าพ่อแม่ต้องการให้ลูกเรียนเก่งเรียนดี ให้เริ่มต้นมองการเจริญงอกงามของลูกด้วยความรัก พร้อมเสริมและสนับสนุนเมื่อลูกต้องการ ลูกจะก้าวหน้าไปอย่างไม่เครียดและพ่อแม่ไม่เหนื่อยใจ ขั้นต่อมาพ่อแม่อย่าไปกังวลใจ ว่าลูกเราจะไม่เหมือนใคร จะเรียนอะไร จะเป็นอะไร ถ้าเขายังเรียนไม่ถูก อย่าโกรธลูก อย่าว่าลูก แต่ให้กำลังใจลูก ช่วยชี้แนะลูกให้เขาเห็นทางเดินที่จำเป็นสำหรับเขา อย่าทอดทิ้งหรือเพิกเฉย เขาอาจไม่สนใจเลยก็เป็นได้ต้องใส่ใจต้องดแล แต่ไม่ใช่ขู่เข็ญบังคับให้เขาต้องทำต้องเรียนอย่างที่เราคิด พลังใจสำคัญมากสำหรับลูกวัยเรียน การ์ดเนอร์  (Gardner) เป็นนักทฤษฎีที่เขียนเรื่องความฉลาดของคนไว้น่าสนใจ และเป็นกำลังใจกับพ่อแม่ทุกคนว่า คนเราเก่งหลายอย่าง แต่ละอย่างไม่เหมือนกันแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เรียกว่าเป็นอัจฉริยะทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าลูกสนใจด้านใดมีจุดเด่นด้านใดให้ส่งเสริม เพื่อให้ลูกได้พัฒนาความสามารถด้านนั้นของเขาให้เต็มศักยภาพ ความเก่งที่การ์ดเนอร์พูดไว้หลายด้าน กล่าวคือเด็กบางคนอาจเก่งภาษา บางคนอาจเก่งกีฬา บางคนอาจเก่งงานศิลปะ บางคนเก่งตรรกคณิตศาสตร์ บางคนเก่งการสร้างมิตรสัมพันธ์ แต่บางคนเก่งการเข้าใจตนเอง บางคนเก่งมิติสัมพันธ์ บางคนเก่งเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ความเก่งที่แตกต่างกันนี้ พ่อแม่ต้องพร้อมให้การสนับสนุนในทิศทางที่ลูกแต่ละคนเก่ง อย่าเห็นว่าลูกเก่งไร้สาระ ถ้าลูกสนใจกีฬามากเขาอาจอัจฉริยะทางกีฬา อย่างเช่นไทเกอร์ วูด หรือ ภราดรก็ได้ อย่าบังคับลูกให้เป็นอย่างที่เราคิด แต่ต้องดูว่าลูกจะไปในทิศทางใด เมื่อพบแล้วให้สนับสนุน ลูกจะเก่งมากขึ้นเพียงใด อยู่ที่ใจของพ่อแม่ในการบำรุงดูแลลูกให้สุขใจที่ได้เรียนได้รู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ
               
ถ้าอยากให้ลูกเก่ง สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติคือ
1.สอนให้ลูกรู้จักคิด อย่างน้อยคิดช่วยเหลือตัวเอง คิดแก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ นั่นคือคิดแต่สิ่งดีๆทำแต่         สิ่งดีๆ
2.ให้ประสบการณ์ลูก ด้วยการพาลูกไปเห็น ไปดู ไปทำ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ที่เด็กแต่ละวัยควรจะมี              ควรพาลูกไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆและให้โอกาสลูกไปงานกิจกรรมสังคม
3.สอนให้ลูกรู้จักตนเอง รู้การวางตนและการครองตนที่เหมาะสม
4.สอนให้ลูกเรียนรู้การมีเพื่อน การทำงานเป็นหมู่คณะและการสมาคมที่ถูกกาลอันควร

5.สนับสนุนให้ลูกพัฒนาตนเองในด้านต่างๆทั้งบุคลิกภาพ ความสามารถและการศึกษา ลูกควรได้รับการดูแลให้เก่งทุกด้าน มิใช่เน้นเฉพาะความเก่งทางวิชาการ แต่ต้องให้เก่งความเป็นคนด้านการปรับตัว การมีมนุษย์สัมพันธ์ และการทันต่อเหตุการณ์ทางสังคมด้วย จึงจะเรียกว่าเก่งแท้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น