วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลูกไม่ได้ดั่งใจยิ่งโตยิ่งพูดยาก delinquent

ลูกมีพัฒนาการ
ทำไมลูกไม่ได้ดั่งใจ
เรียนก็ช้า
ยิ่งโตยิ่งพูดยาก
เก่งสู้ข้างบ้านก็ไม่ได้
หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย
เด็กมีวัยและพัฒนาการตามอายุ ที่ทำให้ร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญามีข้อจำกัด ซึ่งแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการนี้ เด็กจะมีความสามารถ ความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน แต่จะอยู่ในรูปของการพัฒนาเพิ่มขึ้นหรือจะมีความสามารถเพิ่มขึ้น หากพ่อแม่เข้าใจ การเลี้ยงลูกจะง่ายกว่าที่คิดมาก
ตัวอย่างเช่น
·       เด็กอายุ 2 ขวบ จับกรรไกรได้แต่ตัดไม่เป็น ชอบฉีกกระดาษแต่ไม่เป็นรูปร่าง
·       เด็กอายุ 3 ขวบ ใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นเส้นยาวๆได้ ฉีกกระดาษตามรูปร่างภาพได้
·       เด็กอายุ 4 ขวบ ตัดกระดาษตามรูปร่างได้
แปะกระดาษตามรูปรอยของภาพที่กำหนดให้
เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ จะมีความสามารถมากขึ้นตามลำดับ
สำหรับการพูดยิ่งโตยิ่งพูดยาก เพราะสมองของเด็กงอกงามและพัฒนาถึงระดับคิดแบบ
นามธรรมได้ คิดเชิงซ้อนได้ ถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจจะพลอยคิดไปว่าลูกพูดยากไม่ได้ดังใจ
พัฒนาการของคนนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยหนุ่มสาว
                คนเราจะมีช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงตามวัยซี่งเรียกว่าพัฒนาการนั้น จำแนกได้เป็น 5 ช่วงอายุ ดังนี้
ช่วงอายุที่ 1 แรกเกิดในครรภ์มารดา
               
เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเซลล์ร่างกายเป็นรูปร่างของคนขณะในครรภ์มารดา ให้พร้อมออกสู่โลกภายนอก ใช้เวลา 9 เดือน ในช่วงนี้การเลี้ยงลูกจะผ่านจากแม่ไปสู่ลูกสายรก ถ้าแม่ดูแลสุขภาพถูกต้อง รับประทานอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ลูกก็จะได้รับสิ่งที่ดีนั้นด้วย ส่วนอารมณ์ดีของแม่จะผ่านสัมผัสจากน้ำคร่ำสู่ตัวเด็กอย่างนุ่มนวล เด็กที่ได้รับ เมื่อคลอดออกมาก็จะเป็นเด็กที่มีร่างกายและจิตใจแข็งแรงสมบูรณ์
                ความเชื่อว่าลูกในครรภ์รับความรู้สึกและการดูแลโดยผ่านจากตัวแม่มาสู่ลูกนี้เป็นความรู้มาแต่อดีต คนโบราณชอบที่จะตกแต่งห้องหญิงมีครรภ์ด้วยภาพที่สวยงามเจริญตาเจริญใจและสอนหญิงตั้งครรภ์ให้คุยกับลูก มีความสุขกับลูกในครรภ์ ลูกที่คลอดออกมาจะได้อารมณ์ดี มีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นได้ ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งของคนโบราณสำหรับหญิงมีครรภ์ คือ ห้ามหญิงมีครรภ์ทำงานดึก สมัยก่อนงานที่ทำดึกคือการปักเย็บผ้า เพราะเป็นงานที่ต้องทำในช่วงว่างจากงานอื่นๆแล้วเป็นงานสบายๆเมื่อทำไปแม่อาจจะเพลิดเพลินจนลืมพักผ่อน ซึ่งมีผลไม่ดีต่อสุขภาพครรภ์ คนโบราณจึงออกอุบายห้ามหญิงครรภ์ตัดเย็บเสื้อผ้าบนที่นอน โดยอ้างว่าลูกที่คลอกออกมาจะมีอาการปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งอุบายนี้ดีมากทำให้ผู้หญิงมีครรภ์ได้พักผ่อนเต็มที่
                ในปัจจุบันนี้เองก็มีอุบายมากมายสำหรับหญิงมีครรภ์ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรมทำสมาธิสำหรับหญิงมีครรภ์ การทำโยคะสงบใจ หรือไม่ก็ให้ฟังเพลงของโมซาร์ทโดยใช้ผลการวิจัยอ้างอิง ซึ่งก็มีผลทำให้ผู้เตรียมเป็นแม่หลายคนเข้าร่วมกิจกรรมด้วย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่ได้พักกายใจ
                ความจริงแล้วไม่ว่าจะใช้อุบายใดก็ตาม จุดประสงค์คือการช่วยให้แม่รู้จักเลี้ยงลูกที่อยู่ในครรภ์ให้ถูกต้อง มีการเจริญเติบโตในครรภ์ ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูกวัยนี้จะบอกพ่อแม่ได้ว่าเขาสบายดีหรือไม่ ด้วยการเคลื่อนไหวไปมาในท้องแม่ ซึ่งพ่อแม่สามารถสัมผัสรับรู้ได้ ผ่านทางผนังหน้าท้องของแม่ ถ้าลูกสบายแข็งแรงดี ก็จะดิ้นแรง แต่ถ้าไม่ดิ้นเลย อาการเช่นนี้ต้องพบสุติแพทย์เพื่อวินิจฉัยด่วน อีกอย่างหนึ่งที่แม่ไม่ควรลืม คือคุยกับลูกในครรภ์บ้าง อย่าทิ้งให้ลูกเหงา เพราะแม่เอาแต่งาน โบราณว่าลูกออกมาจะปากหนัก ซึ่งหมายถึงพูดยาก พูดลำบากหรือสื่อสารไม่เป็น ปัจจุบันคงเป็นน้องออหรือออทิสติกนั่นเอง
ช่วงอายุที่ 2 ทารกถึงวัยเตาะแตะ
                เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสมองอย่างรวดเร็ว เด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ จะมีความสามารถในการรับรู้ ฉลาด เริ่มใช้ภาษาแบบสัมผัสกายและใจต่อใจ รู้จักสร้างปฎิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นด้วยการมองตาม ยิ้ม รับสัมผัส การสนทนากับลูก การมีปฎิสัมพันธ์กับลูกและการเล่นกับลูก ทำให้เด็กได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดของเด็กวัยนี้คือการเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดของเด็กวัยนี้คือการใช้ภาษาในการพูด เด็กยังใช้คำได้น้อย เด็กชายพูดช้า เด็กผู้หญิงพูดเร็วกว่าเป็นธรรมดา อย่าตกใจ แต่ให้คุยและพูดกับลูกสม่ำเสมอ เด็กจะพูดเก่งเอง
ช่วงอายุที่ 3 วัยเด็กเล็ก อายุ 2-6 ขวบ
               
เป็นวัยยืดตัว เด็กจะผอมยาวมีรูปร่างได้สัดส่วนขึ้น เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ ชอบใช้ทักษะกล้ามเนื้อ เริ่มฝึกควบคุมตนเองในการนั่ง ยืน เดินและวิ่ง ความคิดและภาษาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รู้จักเรียนรู้ความดีความงาม เรียนรู้การมีเพื่อน ต้องการความรัก ความมั่นใจการให้พลังใจและให้ความรู้สึกที่ดีกับเด็กวัยนี้สำคัญมาก พ่อแม่สามารถวางระเบียบความน่ารักความเป็นคนดีให้กับลูกได้เต็มที่ ลูกพร้อมเรียนรู้ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมในการเรียนระดับประถมศึกษา
                ปัญหาและข้อจำกัดสำหรับเด็กช่วงนี้คือ การทำงานของมือและตายังไม่สัมพันธ์กันดี กล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นปัญหาด้านการเขียน อย่าไปบังคับให้เด็กคัดเขียนจนกว่าเด็กจะอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นปีที่เริ่มขีดเขียนตามรอยปะได้ เด็กอาจเขียนไม่สวย ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าเอาลูกเราไปเทียบกับลูกบ้านอื่น เด็กแต่ละคนพัฒนาการไม่เท่ากัน บางคนอาจเขียนเร็วแต่เคลื่อนไหว เป็นต้น อย่าบังคับให้ลูกท่องลูกจำ ลูกบางคนทำได้ แต่บางคนทำไม่ได้ เหตุเพราะช่วงวัยของเขายังอยู่ในระยะกำลังพัฒนา ซึ่งคนที่มีวุฒิภาวะเร็วจำทำได้เร็ว แต่โดยประมาณแล้วใกล้เคียงกัน อย่างเร่งเด็กเรียนเกินไป เด็กจะเบื่อหน่ายการเรียนเมื่อโตขึ้น ค่อยเป็นค่อยไปเด็กจะเก่งและเป็นคนดี
ช่วงอายุที่ 4 เด็กวัยกลาง หรือเด็กช่วงประถมศึกษา
               
เด็กเริ่มเรียนรู้โลกกว้าง เรียนรู้ความรับผิดชอบเพื่อสร้างสมความเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และการเคลื่อนไหวร่างกายคล่องตัวมากขึ้น รู้จักการเล่นแบบมีกฎเกณฑ์ มีเหตุผล รู้ภาษามากขึ้น เข้าใจตนเองและเป็นมิตร ลูกที่อยู่ชั้นประถมศึกษาจะเป็นเด็กน่ารักไม่ดื้อ เรียกว่าอยู่ในวัยฟักตัวที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ถ้าพ่อแม่ใส่ใจให้การเลี้ยงดูถูกต้อง จะได้ลูกที่โตขึ้นมาอย่างน่ารัก
               
เด็กวัยนี้จะพูดง่ายที่สุด เพราะเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการฟักตัว เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวให้มากที่สุด เด็กจะเชื่อฟังดี การเรียนเก่งเรียนอ่อน ช่วงน้ำไม่มีความหมายมากนัก พ่อแม่ควรทำตนเป็นพี่ที่ดีของลูก คุยกัน สนทนากันอย่างเป็นมิตรและสนับสนุนกันในทิศทางที่ลูกแสดงความสนใจ เช่นลูกต้องการเรียนเปียโนเสริมพิเศษต้องให้โอกาส เด็กอาจทำไม่ได้ดีนัก ต้องให้กำลังใจ เพื่อความมั่นใจและสร้างความกล้าแสดงออก
ช่วงอายุที่ 5 วัยรุ่น อายุ 13 ปีขึ้นไป
                ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากความเป็นเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ มีช่วงวัยของความเป็นหนุ่มเป็นสาว มีความคิดเป็นของตัวเอง ใฝ่ฝัน มุ่งมั่น เริ่มคิดเป็นอิสระจากครอบครัว การสนับสนุนลูก ให้กำลังใจลูก และให้ลูกพร้อมเป็นผู้ใหญ่ จะมีความหมายกับลูกมาก และเป็นการสร้างลูกให้สง่างาม พ่อแม่ควรทำตนเป็นมิตรที่ดีของลูก ลูกต้องการมิตรไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา หรือผู้วางอำนาจ
                ด้วยวัยและพัฒนาการของวัยรุ่นช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ขัดใจพ่อแม่มากที่สุด และเหมือนว่าลูกไม่ได้ดั่งใจ สิ่งที่เป็นปัญหามาก ในช่วงเปลี่ยนวัยเปลี่ยนเพศที่กำลังเข้าสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาว ลูกจะเรียนอ่อนลงมาก พ่อแม่ต้องเข้าใจ การเรียนอ่อนลงของลูกช่วงนี้ไม่ใช่ลูกเกเร แต่เหตุใหญ่มาจากลูกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงในตัวมากที่สุด เด็กหญิงมีปัญหานมขึ้นเจ็บเต้านม ปัญหามีประจำเดือนต้องดูแลตัวเอง ส่วนเด็กชายมีปัญหาเสียงแตก องคชาตเริ่มทำงาน มีหนวดงอก สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติก็จริงแต่เป็นความกังวลของเด็กมาก ทำให้เด็กขาดความสนใจในการเรียน อย่าดุลูก อย่าว่าลูก ต้องสนใจและช่วยลูกให้คลายกังวล
                ใช้เวลาว่างสบายๆคุยกับลูก ด้วยวิธีเปรยถึงภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของวัยรุ่น ถ้าเป็นลูกสาว อาจถามว่า ลูกสนใจเสื้อชั้นในหรือยัง เอาแบบไหนดีการพูดแบบนี้อาจจะทำให้ลูกสาวคลายความกังวลใจและเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่รู้ว่า เธอกำลังเป็นสาว กำลังมีนม ต้องใส่เสื้อยกทรง ไม่ใช่เสื้อคอกระเช้าอย่างเด็กๆถ้าคุยกับลูกชาย อาจบอกลูกว่า มีดโกนหนวดของพ่อเป็นแบบ 2 ชั้นสวิงนะ เพราะมันใช้โกนหนวดแข็งๆได้ดี ถ้าใช้ต้องระวังหน่อยเท่านี้ลูกชายก็รู้ว่าพ่อแม่รู้แล้วว่าเขามีหนวดอ่อนกำลังขึ้น ไม่เป็นไร สบายๆ เป็นต้น
                ปัญหาอีกอย่างของวัยรุ่นที่เริ่มพบคือ เด็กจะหงุดหงิดโกรธง่ายทั้งเด็กหญิงเด็กชาย จะมีอารมณ์ไม่มั่นคง ใจน้อย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้พ่อแม่รำคาญ ต้องถกเถียงขัดแย้งกันบ่อยๆปัญหาอารมณ์ของลูกนี้เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศที่อยู่ระหว่างการปรับตัว ต่อเมื่อระดับฮอร์โมนเพศที่อยู่บ้างตามรอบเดือน ต้องเข้าใจลูก ถ้าลูกสาวจะหงุดหงิดบ้างให้ดูรอบเดือนของลูก ใกล้ประจำเดือนมาแล้ว จะหงุดหงิดง่ายและร้องไห้ง่ายเป็นธรรมดา อย่าดุเขาแบบไม่เข้าใจ
                ลูกวัยรุ่นจะมีโลกส่วนตัว ชอบกิจกรรมนอกบ้าน ชอบเป็นตัวเอง ถ้ามีห้องส่วนตัวก็จะแยกไม่สุงสิงกับใคร ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กพยายามเข้าใจตอนเอง เข้าใจสังคม พ่อแม่ไม่ต้องห่วงเพราะลูกมีเหตุผล การคุยกับลูกแบบเพื่อนจะทำให้มิตรไมตรีดีขึ้นด้วย อย่าละลาบละล้วงลูก ให้เกียรติลูก เมื่อลูกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ลูกจะทำตนเป็นคนน่ารัก เพราะพ่อแม่เข้าใจเขาตลอดช่วงเวลาวิกฤตของวัย
                ลูกแต่ละช่วงวัยมีความงดงามตามธรรมชาติอยู่ในตัว พ่อแม่ตั้งรับรู้และเข้าใจธรรมชาติของเขา เมื่อจะเลี้ยงเขาต้องเข้าใจและให้การเลี้ยงดูด้วยการปฏิบัติต่อไปนี้เป็นสำคัญ
·       ดูแลร่างกายและสุขภาพ
·       ให้ความรักและกำลังใจ
·       ให้คำแนะนำคำสอนที่เหมาะสม
·       สนับสนุนและให้โอกาส
·       ให้คิดและฉลาดด้วยตัวเด็กเอง
การปฏิบัติดังกล่าวเพียงเท่านี้ ง่ายนิดเดียว ที่สำคัญพ่อแม่ก็จะได้ลูกที่ดีที่สุดโดยไม่เหนื่อยเลย ถ้าอยากรู้รายละเอียด อยากเห็นตัวอย่างการปฏิบัติ ก็มีหนังสือหลายเล่มให้ค้นอ่าน มีเครือข่ายสารสนเทศในคอมพิวเตอร์ให้ค้นคว้า ลองเปิดอ่านทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม ท่านจะได้ทั้งความรู้และลูกที่ดี
                เด็กมีความงอกงามตามวัยเหมือนธรรมชาติของดอกไม้ ที่พร้อมชูช่อบานสวย หากดอกไม้ได้รับการดูแลที่ดีก็จะเจริญเติบโตขยายกลีบเป็นดอกไม้ที่สวยงาม แต่ถ้าดอกไม้ได้รับการดูแลไม่ถูกต้อง มีความเข้มงวด มีการนำถุงพลาสติกมาหุ้มดอก ด้วยเกรงแมลงจะมากัดกิน ดอกไม้ก็ไม่เจริญเติบโตอาจเหี่ยวเฉา หรือบางทีรักมากเกินไป ไม่ช่วยให้ดอกไม้งดงาม ในทางตรงกันข้ามหากไม่ใส่ใจเลยดอกไม้ก็เหี่ยวเฉาเป็นเรื่องธรรมดา เช่นกันกับการเลี้ยงลูกก็เหมือนกับดูแลดอกไม้ ถ้าต้องการให้ดอกบานสวยกับต้น พ่อแม่ต้องใส่ใจลูกรักอย่างพอเหมาะ ลูกก็จะเจริญตามวัยได้อย่างงดงาม ฉันใดก็ฉันนั้น หากลูกได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง นับวันมีแต่ชื่นใจ ไม่เหนื่อยกาย ไม่เหนื่อยใจเลย
                ภาพต่อไปนี้ ต้องการแสดงเปรียบเทียบว่าลูกแต่ละวัย

                พัฒนาการตามวัยเป็นการก้าวเลื่อนของชีวิต ที่ทำให้ความสามารถการแสดงออกของเด็กแตกต่างไป จากน่ารักเลี้ยงง่ายกลายเป็นความยุ่งยาก หากพ่อแม่เข้าใจแล้วปรับให้เข้ากับวัยของลูก การเลี้ยงลูกก็ง่ายนิดเดียว แถมได้ลูกดีอีกต่างหาก
ลูกของเรา
เราต้องเข้าใจวัยและพัฒนาการ
เรามีข้อจำกัดอะไร
เราจะปรับได้อย่างไร
ความเข้าใจ
จะช่วยพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกได้เจริญวัยดังปราถนา
 
 












ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น