วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลูกของแม่ก็มีสมอง clever kids

ลูกก็มีสมอง
ในการเลี้ยงลูกให้ดี  สิ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและตระหนักอยู่เสมอคือลูกมีสมอง นั่นคือลูกมีความคิดและมีจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กหรือลูกโต วิธีการเลี้ยงลูกจึงมีความหมายกับอนาคตของลูกมาก
สมองของเด็กเริ่มทำงานตั้งแต่พัฒนาเป็นเซลล์สมอง แต่การทำงานของสมองเด็กเป็นการทำงานแบบรับรู้ง่ายๆต่อเมื่อเครือข่ายเซลล์สมองขยายเพิ่มมากขึ้น ความคิดจะงอกงามและซับซ้อนโดยลำดับ สมองในช่วงอายุ 6 ขวบแรก สมองจะเจริญอย่างเต็มที่กว่าร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้ความสนใจใคร่เรียนรู้ของเด็กมีมากขึ้นด้วย ถ้าเด็กได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม จะทำให้สมองของเด็กบันทึกและเก็บข้อมูลนั้นไว้เป็นฐานความรู้ ที่สามารถนำมาใช้ได้เมื่อต้องการไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม

ส่วนของสมองแบ่งเป็น 2 ซีกคือสมองซีกซ้ายและซีกขวา ต่างทำหน้าที่เหมือนกัน แต่จุดเน้นต่างกัน สมองซีกซ้ายทำหน้าที่คิดวินิจฉัยในเหตุผล ส่วนสองซีกขวาจะสร้างสุนทรีนิยมและสร้างสรรค์ หากประสบการณ์ที่เด็กได้รับสมดุล กล่าวคือเด็กได้ทำได้เรียนอย่างมีความสุข สมองซีกซ้ายและซีกขวาจะทำงานสมดุลตามไปด้วย ซึ่งทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเลี้ยงการสอนของพ่อแม่เป็นประสบการณ์การเรียนรู้อย่างหนึ่งของเด็ก ที่ต้องการความสมดุลของการใช้สมองทั้งสองซีกเช่นกัน การปฏิบัติของพ่อแม่ต้องทำให้เด็กผ่อนคลาย เด็กจะได้เรียนรู้อย่างที่พ่อแม่ตั้งใจ การทำงานของสมองยังมีส่วนอารมณ์และส่วนเก็บข้อมูลที่จะทำหน้าที่ไปพร้อมกัน ด้วยการแสดงออกของพ่อแม่มีผลต่อข้อมูลที่เก็บบันทึกไว้ในสมองเด็กกลายเป็นความรู้สึกและเจตคติ ตัวอย่างเช่น เมื่อแม่จะอ่านนิทานให้ลูกฟัง
แม่คนหนึ่งพูดกับลูกว่า
“ลูกขาแม่มีนิทานสนุกมาก มาอ่านให้ฟังสนใจไหม”
กับแม่อีกคนหนึ่งจะอ่านนิทานให้ลูกฟังเช่นกัน แต่แม่พูดกับลูกว่า
“มานี่ มานั่งตรงนี้ แม่จะอ่านนิทานให้ฟัง นั่งดีๆนะไม่งั้นไม่ต้องฟัง นั่งเรียบร้อยด้วย”

คำพูดของแม่ทั้ง 2 คนนั้น มีการส่งข้อมูลผ่านกระแสประสาทรับรู้ในสมองของเด็กทั้ง2 คนต่างกัน เด็กคนแรกกระแสประสาทการรับรู้ข้อมูลจากเซลล์ประสาทหนึ่งสู้อีกเซลล์ประสาทหนึ่งอย่างนุ่มนวลลื่นไหล ข้อมูลผ่านเข้าไปที่ศูนย์อารมณ์ด้วยความสุข และไหลลื่นไปสู่สมองส่วนเก็บข้อมูลพร้อมบันทึกอย่างเรียบร้อย เด็กคนนี้จะเดินเข้าหาแม่อย่างผ่อนคลายและรู้สึกสบายใจพร้อมฟังนิทาน ในขณะที่เด็กคนหลังกระแสประสาทการรับรู้ถูกกระตุ้นอย่างแรงด้วยเสียงกระแทกจากแม่ มีผลต่ออารมณ์และการบันทึกข้อมูลของสมอง
คำว่า “มานี่”กระแสประสาทการรับรู้คำนี้ไหลผ่านข้ามเซลล์ต่อเซลล์ไม่ต่อเนื่อง สารเคมี ณ รอยเชื่อมต่อปลายประสาทไม่สมดุล ทำให้จุดจับรับรู้ขาดเป็นตอนๆและเมื่อถูกย้ำและซ้ำด้วยคำว่า “นั่งดีๆไม่งั้นไม่ต้องฟัง”การพูดกระแทกย้ำซ้ำความเครียดเหมือนมนต์ของจอมขมังเวทย์ที่ไปสะกดกั้นกระแสประสาทของการรับรู้ให้ชะงักลง และถดถอย ข้อมูลจะถูกส่งไปเก็บในสมองส่วนของความไม่พอใจ สะสมเป็นความไม่ชอบ เด็กจะเดินมาหาแม่อย่างไร้อารมณ์ไม่ตอบสนอง สมองไม่รับรู้ ไม่ว่าเด็กนี้จะฟังนิทานเรื่องนั้นสักกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม สาระนิทานก็จะไม่ผ่านเข้าสู่สมองส่วนบันทึกเลย แต่เสียงก้าวร้าวของแม่นั้นสมองกลับนำข้อมูลผ่านการรับรู้ของกระแสประสาทให้เลื่อนไปฝังเก็บในสมองส่วนของความไม่ชอบ ความเบื่อหน่ายและเกลียดชัง

เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้น เด็กจะไม่ชอบหนังสือเลย เด็กไทยหลายคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเหตุเพราะประสบการณ์การอ่านหนังสือเป็นการทารุณก้าวร้าวต่อความคิดและจิตใจ มากกว่าการสร้างเสริมปัญญาและสุนทรีที่จะทำให้เกิดความรักในหนังสือ
ถ้าต้องการให้เด็กทำอะไร ผู้ใหญ่ควรทำให้สิ่งนั้นน่าสนใจและสนุกที่ได้สัมผัสซึ่งก็ไม่ยากเลย เช่นอยากให้ลูกรักการอ่าน เพียงแต่คำบรรยากาศให้ผ่อนคลาย อ่านสบายๆลูกก็รักการอ่านแล้ว ไม่ต้องไปวิจัยให้เสียเวลา หรือถามหาผู้เชี่ยวชาญให้เสียอารมณ์

ปกติสมองซีกซ้ายและขวาของคนทำงานพร้อมกัน มีเซลล์ประสาททำหน้าที่เชื่อมสะสมงานของสมองทั้งซีกซ้ายและขวาให้ต่อเนื่อง ในขณะที่สมองส่วนอารมณ์และส่วนปัญญาก็รับรู้และบันทึกข้อมูลดี และไม่ดีไปพร้อมกัน หากพ่อแม่เลี้ยงลูกให้ใช้สมองซีกซ้ายอย่างเดียวเช่นบังคับให้อ่าน คัด เขียน และท่องจำนกแก้วนกขุนทองไม่มองหน้ามนุษย์ ไม่สนใจกิจกรรมรอบตัวเป็น ไม่เป็นมิตร ขาดมนุษย์สัมพันธ์และอารมณ์ที่ดี เข้ากับคนอื่นยาก บุคลิกจะดื้อด้านเอาแต่ใจตน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น