วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลูกเลวเพราะเลือดใคร Children's bad habits

ลูกมีธรรมชาติติดตัวมา
อย่าสงสัยว่าลูกเลวเพราะเลือดใคร เหนื่อยใจเปล่า
บ้างบ่นว่า “ลูกไม่ดีมันคงมีเลือดแม่ติดมา”
“ลูกคนนี้ชาติหน้าคงจะดีเพราะมีพ่อแบบนี้”
มีการศึกษาค้นคว้ามากมายเพื่อหาคำตอบว่าพันธุกรรมกับการเลี้ยงดูอะไรเหนือกว่ากัน ผลการศึกษาได้พยายามอธิบายสิ่งที่ติดตัวมากับเด็กโดยกำเนิดในแง่นิสัย ความสามารถ และสติปัญญาที่เรียกว่าพันธุกรรมซึ่งได้รับมาจากพ่อแม่นั้นมีอิทธิพลกึ่งหนึ่ง อีกหนึ่งเป็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู ซึ่งสามารถทำให้สิ่งที่ติดตัวมาดีขึ้นได้ด้วย
บางวิจัยอธิบายว่าสิ่งที่ติดตัวเด็กมาแต่กำเนิดล้างออกไม่ได้ ประเภทเลือดชั่วก็ต้องชั่วแก้ให้ดีไม่ได้ เลวอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น พ่อแม่เลวลูกต้องเลว แต่วิจัยนี้ถูกคัดค้านมาก
มีการวิจัยอธิบายว่าการเลี้ยงดูและประสบการณ์สามารถเปลี่ยนคนได้ แต่ทั้งนี้ประสบการณ์และการเลี้ยงดูนั้นต้องสอดคล้องเหมาะสมกับช่วงพัฒนาการตามวัย จึงจะเปลี่ยนคนได้จริง บางครั้งพ่อแม่อาจเลี้ยงลูกเมื่อวัยเด็กเล็กผิด แล้วมาแก้ตอนเด็กวัยเรียนหรือวัยรุ่นก็ยังพอแก้ได้ บางทีลูกอยู่ถึงวัยทำงาน การเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็ยังแก้ได้อีก มีเงื่อนไขเพียงว่าถ้าพื้นฐานเดิมของเด็กดี กล่าวคือได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกต้องมาแต่ต้นจะแก้ไขนิสัยเด็กไม่ดี  ได้ง่ายกว่าเด็กที่มีพื้นฐานเดิมไม่ดี เหมือนการสร้างบ้าน บ้านที่ฐานรากดีพร้อมตกแต่งต่อเติม ก็ย่อมต่อเติมไม่ได้ หรือทำได้ก็ต้องพยายามมากกว่าปกติ



พันธุกรรมเป็นการถ่ายทอดจุดเด่นจุดด้อยมาจากพ่อแม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมรรถนะหรือความสามารถ รูปร่างหน้าตา รวมถึงบุคลิกนิสัย เด็กอาจมีความสามารถค่อนไปทางพ่อและค่อนไปทางแม่ก็ได้ บางทีอาจไปเหมือนยาย เหมือนย่า สิ่งที่ถ่ายทอดมาจะปรากฏชัดเจนเมื่อโตขึ้น ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ว่าเหมือนใคร ส่วนนิสัยที่ติดตัวมา จะถูกปรับด้วยการเลี้ยงดูซึ่งอาจดีขึ้นหรือเลวลงตามวิธีการเลี้ยง
ในกรณีที่พบว่า ลูกติดนิสัยที่ไม่ดีบางอย่างมา เพราะเด็กบางคนเกิดมาก็งอแงเลี้ยงยากก็มี พ่อแม่สามารถจัดเลี้ยงเพื่อแก้บุคลิกนิสัยที่ติดตัวเด็กมานี้ ด้วยการลดประสบการณ์ที่สร้างเสริมนิสัยที่ไม่ดีนั้นก่อน เริ่มจากให้ความรัก แล้วฝึกเด็กให้คุ้นเคยกับความอดทน คุณธรรมและจริยธรรม เมื่อเด็กทำกิจกรรมได้ก็ฝึกให้เด็กมีความสามารถในการรับผิดชอบและการปรับตัวให้เข้ากับสังคม ให้โอกาสเด็กได้รับรางวัลและพลังใจจากการกระทำที่ดีจากพ่อแม่บ้าง ประสบการณ์เหล่านี้จะลดนิสัยไม่ดี เช่นนิสัยหยาบคายก้าวร้าวที่อาจติดตัวเด็กมาโดยกำเนิดได้ การทำให้เด็กเป็นคนนุ่มนวลเป็นการยับยั้งหรือลดจิตหยาบ (id) ของเด็กนั้น ต้องใช้วิธีฝึกให้ทำบ่อยๆจนติดเป็นกิจนิสัย แล้วเด็กจะดีเอง
การเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กนี้จะมีผลกับเด็กไปถึงตอนโตเป็นผู้ใหญ่อีกประการหนึ่ง ความสัมพันธ์อันอบอุ่นที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ เป็นพลังสำคัญที่จะพลิกความรู้ไม่ดี นิสัยไม่ดี การต่อต้านและอารมณ์ที่หงุดหงิดของเด็กได้ โดยเฉพาะในสภาวะที่ผ่อนคลายจะทำให้เด็กปรับนิสัยได้ง่าย อาจจะเครียดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าเด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกำลังใจ  เด็กจะกลายเป็นคนมีความเชื่อมั่นและเป็นเด็กดี การเลี้ยงลูกให้อารมณ์ดีง่ายนิดเดียว ถ้าพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกอารมณ์ดี ลูกก็จะอารมณ์ดีตามไปด้วย
การเปลี่ยนนิสัยติดตัวของเด็กให้ดี ต้องใช้ความร่วมมือของครอบครัว ปู่ย่าตาย พี่ป้าน้าอาเข้าช่วยด้วย เพราะความขัดแย้งของผู้ใหญ่ทำให้แก้นิสัยได้ยาก เนื่องจากเด็กไม่รู้จะเชื่อใครหรือเป็นแบบไหน ความขัดแย้งในจิตใจทำให้กลายเป็นเด็กกังวลและนิสัยเสียมากขึ้น อย่าโทษว่านิสัยเหมือนใคร แล้วคิดว่าแก้ไม่ได้  เลยไม่แก้ นับเป็นอันตรายมาก เพราะสังคมรอบตัวขณะนี้พึ่งไม่ได้ มีแต่สิ่งร้ายและข่มขู่ พร้อมชักพาให้เด็กนิสัยเสีย ไม่ว่าเด็กจะออกไปนอกบ้านหรือไม่ก็ตาม
อีกประการหนึ่งการนำเสนอของสื่อโฆษณาและละครในโทรทัศน์ที่หยาบคาย โหดร้าย สามารถถ่ายโยงเข้าสู่จิตใจเด็กได้ตลอดเวลา จากการวิจัยพบว่าเด็กที่ดูโทรทัศน์จะมีนิสัยก้าวร้าวมากกว่าเด็กที่ไม่ดูโทรทัศน์หรือดูโทรทัศน์น้อย
ความรู้สึกนึกคิดและการกระทำที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ จะฝังลึกลงไปในจิตใจของเด็ก พัฒนาเป็นนิสัยขึ้นมาได้ ถ้าเด็กได้รับสิ่งที่ดี เด็กก็จะมีนิสัยดี แต่ถ้าเด็กได้รับสิ่งไม่ดี เด็กก็จะนิสัยเสียแม้ว่าเด็กคนนั้นจะมีนิสัยดีมาโดยกำเนิด พ่อแม่ต้องเข้าถึงความคิด ความรู้สึกและจิตใจของลูก และธรรมชาติที่ติดตัวมาของลูก ถ้าสิ่งใดที่ให้ลูกทำแล้วไม่ดี ต้องให้คำชี้แนะลูก เพื่อให้ลูกเลิกทำ แต่ถ้าเห็นว่าการกระทำนั้นดี ต้องเปิดโอกาสหรือให้ช่องทางลูก ต้องสนับสนุนให้ลูกได้คิดพิจารณาด้วยตัวลูกเอง วิธีการนี้เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูก ไม่ต้องกลัวลูกเครียดที่ลูกต้องคิดเอง ลูกไม่เครียด แต่กลับมีความสุขใจที่ได้ใช้สมองคิดอย่างอิสระ เมื่อลูกเติบโตไปภายหน้าจะคิดเป็นและดูแลตนเองได้ ไม่สร้างปัญหาให้กับพ่อแม่ให้ทุกข์ใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ คืออิทธิพลของสังคม ประสบการณ์ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ พฤติกรรมของวงศาคณาญาติ เพื่อนหรือแม้แต่โรงเรียนมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาความคิดและอารมณ์ที่เป็นตัวตนของเด็ก มีพ่อแม่ต้องสังเกตแล้วนำมาปรับการเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์จะช่วยได้มาก


พ่อแม่มีอิทธิพลต่อจิตใจลูกมาก แม้ลูกจะโตแล้วก็ตาม ครั้งหนึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้พบกับพระสงฆ์ที่มีคนเคารพนับถือมาก ด้วยท่านเป็นพระปฏิบัติ พระคุณเจ้าเล่าให้ฟังว่า ท่านเองเคยเป็นโจรมาก่อน และเคยถูกจำคุก เมื่อพ้นโทษออกมา ก็คิดไม่ออกว่าจะทำมาหากินอะไร ที่คิดได้ในขณะนั้นคือการกลับไปเป็นโจรใหม่ เพราะง่ายมีงานทำแน่นอนแล้วก็ชำนาญด้วย เมื่อคิดที่จะเป็นโจรต่อไป จึงไปหาโยมแม่เพื่อกล่าวลาท่าน โยมแม่ขณะนั้นอายุ 70 ปีกว่าแล้ว พระคุณเจ้าเล่าว่าขณะที่อาตมากราบโยมแม่ โยมแม่เอามือลูบหัวแล้วพูดกับอาตมาว่า
“แม่มีลูกชายก็คือเจ้า แม่เคยเฝ้าคิดว่าสักวันหนึ่งคงได้เห็นลูกก้าวหน้า ได้เห็นผู้ชายผ้าเหลืองลูก ไดเห็นลูกเป็นคนดีเป็นที่พึ่งแก่ใครๆได้ แต่ความหวังของแม่หายไปนานแล้ว ลูกเอ๋ยหากเราเกิดมามองหาความดี ก็มิช้าเกินไปมิใช่หรือ ลูกก็เพิ่งอายุ 30 กว่าๆเท่านั้นเอง แม่ขอบใจที่ลูกมาหา ขอบใจมาก”
พูดแล้วแม่อาตมาก็ร้องไห้ ทำไมแม่พูดเหมือนรู้ว่า อาตมาจะกลับไปเป็นโจรอีก ทั้งที่อาตมาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆให้แม่รู้ เพราะกลัวแม่เสียใจ แต่แม่กลับล่วงรู้ใจของอาตมา อาตมาก็ได้แต่นั่งนิ่ง ท่านก็มิได้อะไร ระหว่างอาตมาเดินทางกลับ อาตมาครุ่นคิดด้วยใจวิเวก คิดกลับไปกลับมา เดินมาเรื่อยๆจนถึงวัดนี้ บนภูเขานี้ อาตมาจึงตัดสินใจลองบวชดูเผื่อจะเปลี่ยนนิสัยเดิมของอาตมาได้ คำพูดของโยมแม่ทำให้อาตมาเข้าใจว่า ถ้าคนเราจะมองหาความดี ก็สามารถทำได้ทุกโอกาส ไม่ช้าเกินไปถ้าเริ่มต้น จากนั้นมาจนบัดนี้ โยมแม่เสียแล้ว อาตมาบวชเกือบ 30 พรรษาแล้ว อาตมารู้ว่า คนทุกคนเป็นคนดี ถ้ามีใครสักคนเข้าใจเรา บอกเรา โดยเฉพาะพ่อแม่
พระรูปนั้นพูดต่อว่า “อาตมาคิดว่า การเลี้ยงลูกสอนลูกทำได้ตลอดเวลา ถ้าถูกกาลเทศะ วินิจฉัยปัญหาลูกให้ถูกต้อง แล้วบอกลูก การสอนลูกถ้ามีโอกาสต้องสอน แต่ต้องสอนด้วยความรักและเข้าใจนะ แม่อาตมาสอนลูกครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งนั้นอาตมาอายุ 35 ปี อาตมายังเปลี่ยนนิสัยได้ โยมช่วยบอกใครๆต่อด้วยนะว่า สอนลูก อย่าสั่งลูก อย่าบังคับลูก ทำเป็นรู้มากกว่าลูกไม่ดีเลย นอกจากแก้นิสัยลูกไม่ได้แล้วยังทำให้ลูกแย่มากขึ้นด้วย พ่อแม่ต้องรู้ใจลูก นี่แหละสำคัญ”
คำพูดของพระครั้งนั้นน่าพิจารณาว่าเชื่อได้หรือไม่ว่า เมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่จะสอนได้อีกครั้งหนึ่ง จากการศึกษาค้นคว้าทางทฤษฎีพบว่ามีทฤษฎีทางจิตวิทยาของจุง (Jung) ได้เสนอว่าเมื่อคนเลยวัยกลางคนไปแล้วจะเปลี่ยนทิศทางของตนเองไปในทางที่ดี เพราะมีประสบการณ์และเหตุผล ยิ่งถ้ามีการชี้แนะด้วยแล้วโอกาสที่คนผู้นั้นจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้ นับเป็นโชคดีของโยมแม่ พระรูปนั้นที่ใช้ช่วงโอกาสเลี้ยงลูกเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาแห่งความเข้าใจลูก
ฉะนั้นจึงยังไม่สายเกินไปที่พ่อแม่จะสอนลูกใหม่ด้วยความรัก เปิดทางที่ลูกน่าจะเดินอีกครั้งเมื่อลูกเกินวัยกลางคน  แต่ถ้าลูกอายุเกิน 45 ปีไปแล้วคงยากมากขึ้น เพราะว่าแก่เกินไปที่จะแก้ ให้ปล่อยชีวิตเขาไปเถิด เพราะสายเกินไป ถ้าอยากให้ได้ลูกดี ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ลูกปฐมวัย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น