วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบังคับให้ลูกเรียนอาจทำให้คุณแม่ผิดหวัง Forcing children to learn.

อยากให้ลูกเรียน
               
ความจริงแล้วอยากให้ลูกเรียนไม่ต่างจากอยากให้ลูกเก่งเท่าไร แต่การให้ลูกเรียนจะโหดกว่าตรงที่พ่อแม่กำหนดบทบาทหน้าที่การเรียนให้ลูกอย่างชัดเจนว่า ลูกต้องเรียน เรียน และเรียน ทุกวันชีวิตลูกอยู่กับตัวหนังสือ แบบฝึกหัดและการบ้าน ถ้าลูกไม่ทำ ทำไม่ได้ แม่มีไม้เรียวข้างกายพร้อมหวดทันที น่าสงสารที่ลูกคนนั้นต้องเกิดมาเป็นลูกแม่คนนี้  ให้ระวังคำตอบที่ไม่พึงประสงค์จากลูกถ้าลูกเหนื่อยหน่ายที่จะทำตามที่แม่กำหนด ด้วยการถามลูกว่า
แม่ถามจริงๆ ชีวิตลูกอยากได้อะไร
ลูกอาจตอบสวนกลับมาทันทีว่า เมื่อไหร่แม่จะตาย
คำตอบนี้เศร้ามาก เศร้าที่สุด ทั้งความรู้สึกของแม่ และแก่นแท้แห่งความรู้สึกในใจลูก ขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมุติ อย่าให้เป็นจริงกับครอบครัวใดเลย พ่อแม่หลายคนอาจวาดฝันอนาคตให้ลูก วางจุดหมายให้ จึงบังคับให้ลูกเรียนและเรียน ความอยากอันนี้เป็นตัวกระตุ้นเร้าให้พ่อแม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยไม่รู้ตัว ด้วยหวังให้ลูกมีความสามารถที่จะสอบเข้าเรียนในที่ต่างๆได้ โดยเฉพาะในโรงเรียน เป้าหมายที่ปรารถนา ปัญหาเร่งเรียนจึงเกิดขึ้น




วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการสอนลูกที่ถูกต้อง How to teach children properly.

อยากให้ลูกดีต้องสอน
การสอนลูกไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นการตี หรือบังคับ แต่เป็นการทำให้ลูกนั้นเข้าใจถึงความเป็นจริง เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง พ่อแม่บางคนสอนแบบกำหนดเส้นทางไว้ให้ ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะดี ถึงจะถูกใจพ่อแม่ ลูกก็ทำตามไปโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น มีถูกต้องจริงๆหรือเปล่า การปิดหูปิดตาลูก หรือบังคับลูกจึงไม่ใช่เรื่องที่ดี สักวันเขาต้องออกสู่โลกกว้าง ทางเดียวที่เราสามารถทำได้คือ สอน นั่นเอง
                การเป็นตัวอย่างนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างลูกให้เป็นคนดีแต่ยังมีสิ่งที่ต้องสร้างเสริมอยู่ด้วย แม้ว่าเด็กจะเรียนรู้ซึมซับได้จากประสบการณ์การเห็นตัวอย่างก็ตาม สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจคือเด็กทุกคนต้องการคำชี้แนะและคำสอนจากผู้ใหญ่ที่จะทำให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่ไม่เข้าใจให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กยังคิดเรื่องที่ซับซ้อนไม่ได้ เช่นเด็กต้องการทราบว่าทำไมต้องทำบุญ พ่อแม่ต้องมีคำอธิบาย คำอธิบายต้องสอดคล้องกับวัยของเด็ก เพราะเด็กยิ่งโตยิ่งต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การบอกการสอนลูกต้องปรับให้เข้ากับวัยของลูก สอนลูกเล็กอาจเป็นการเล่านิทาน สอนลูกต้องเป็นการสนทนาอภิปรายปัญหาให้เกียรติแก่กัน เท่านั้นลูกรักจะเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและศรัทธา

               
ถ้าพ่อแม่เข้าใจการเลี้ยงลูกให้ถูกทิศทางของธรรมชาติ ลูกก็จะงอกงามไปอย่างที่ควรเป็น เหมือนกับการปลูกต้นไม้ ผู้ปลูกต้องรู้จักการดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้ดิน ให้อากาศ และแสงแดดที่ตรงกับลักษณะต้นไม้ ผลที่ได้ต้นไม้ก็จะงดงามออกดอกออกผลอย่างที่ต้องการ ตัวอย่างเช่นต้นไม้ชอบแดดก็ต้องปลูกกลางแดด ต้นไม้ชอบร่มก็ปลูกในร่ม ชอบรำไรก็บังแสงให้ผ่านน้อยลง ต้นไม้ก็จะงามตามพันธุ์ตามชนิดของเขา เช่นกันกับการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมวหรือแม้แต่เลี้ยงงู ผู้เลี้ยงยังต้องรู้นิสัยการกิน การอยู่ ความชอบของสัตว์เหล่านั้น แล้วพยายามให้มันกิน มันอยู่ และทำสิ่งที่มันชอบเพื่อให้มันเจริญเติบโตได้ตามอายุของมัน โดยไม่เป็นอันตรายกับผู้เลี้ยงและคนอื่น สัตว์ดุร้ายยังเชื่องได้เพราะความเข้าใจของผู้เลี้ยง ฉันใดก็ฉันนั้นเช่นกันกับคนซึ่งมีสองและปัญญาที่ง่ายกว่าสำหรับการเข้าใจในสิ่งที่ควรกระทำ การสอนลูกให้เข้าใจถึงสิ่งที่ควร เป็นอีกทางหนึ่งที่เสริมให้ลูกเป็นคนดี เลี้ยงลูกให้ดีง่ายนิดเดียว


วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับวิธีทำให้ลูกของคุณเป็นคนดี Tips on how to make your child a good person.

อยากให้เป็นคนดี
การเลี้ยงลูกเป็นการใช้ภูมิปัญญาของความเป็นพ่อแม่ ในการปลูกฝังให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตนให้เป็นคนดีมีคุณค่าสำหรับสังคม ไม่เป็นขยะสังคม
การเลี้ยงลูกให้มีคุณค่าสำหรับสังคม กับการเลี้ยงลูกให้เป็นขยะสังคมต่างกัน
การเลี้ยงลูกให้มีคุณค่าสำหรับสังคม คือการเลี้ยงด้วยใจด้วยรักด้วยเมตตา ที่พร้อมให้ลูกคิดเป็นและทำดี
ส่วนการเลี้ยงลูกให้เป็นขยะสังคม คือการเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาเป็นปัญหาสังคม สร้างแต่เรื่องโง่เขลาและความยุ่งยากให้กับครอบครัว โดยที่เงินหรือบารมีของพ่อแม่ก็แก้ไม่ได้
เหตุมาจากไหน
มาด้วยความอยากและความไม่รู้ของผู้เป็นพ่อแม่
หรือรู้แต่เพิกเฉย ก็เท่ากับไม่รู้
                พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกประสบความสำเร็จและก้าวหน้า มักเป็นพ่อแม่ที่เข้าถึงตัวลูก มีความรู้ความเข้าใจว่ามีสมองมีความคิด รู้ว่าลูกมีจิตใจ มีปัญญาสามารถพัฒนาตนเองได้ จึงเลี้ยงด้วยการให้โอกาสลูกทำ ให้ประสบการณ์ลูกให้คำปรึกษาแนะนำเมื่อลูกต้องการ หากลูกพลาดก็ช่วยคิดช่วยแก้เพื่อให้ลูกมีพลังใจต่อสู้
                พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกไม่ได้ดังใจ ไม่ประสบความสำเร็จ ดำรงชีวิตอย่างไร้สาระ ทั้งที่พ่อแม่รู้สึกว่าเลี้ยงด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ ในการปลุกปั้นลูกนั้นให้เป็นคนดี พยายามเลี้ยงด้วยการตามใจลูกทุกอย่าง ให้ทุกอย่าง ลูกก็ยังไม่ดี ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เหตุเพราะว่าถ้าเมื่อไรพ่อแม่ตั้งความหวังของตนเป็นศูนย์กลางของการเลี้ยงลูก การให้ลูกทุกอย่างที่ลูกต้องการไม่ใช่การสร้างลูกแต่เป็นการทำลายลูก อย่าให้ลูกทุกอย่าง ต้องให้ลูกรู้จักคิด รู้จักช่วยเหลือตัวเอง รู้จักต้องการ ลูกจะได้รู้ความหมายของการต่อสู้ เพื่อความเป็นคนคนหนึ่งที่มีความหมาย ทั้งต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคมและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยปัญญา
                การให้ลูกรู้จักคิด รู้จักการติดขัด รู้จักปัญหาจะทำให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง รู้จักที่จะดูแลตนเองไม่กังวลกับการพึ่งพาผู้อื่น การให้ลูกได้สัมผัสคำปฏิเสธ ลูกจะรับรู้ปัญหาและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตน เมื่อถูกขัดใจ เมื่อใดปัญหามีมากกว่าที่เด็กคุ้นเคย เด็กจะสนุกกับการได้คิดได้แก้ แต่เด็กที่ไม่คุ้นเคยจะรู้สึกติดขัดหลายเท่า เด็กที่จะคับข้องใจ และรู้สึกว่าพึ่งใครไม่ได้ เกิดความวิเวกในจิตใจ ในที่สุดเด็กก็หาทางออกแบบเด็ก คือการคบเพื่อนเกเร หรือติดยาเสพติด เพราะเพื่อนเกเรจะมีพฤติกรรมเข้มแข็งที่เด็กคิดไม่เป็น รู้สึกพึ่งได้ การติดยาเสพติดทำให้เด็กรู้สึกสบาย ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นพ่อแม่มารู้สึกตัวว่าเลี้ยงลูกผิด ก็สายเกินไปแล้ว

อยากให้ลูกเป็นคนดีเป็นอย่างไร
มีหลายความหมาย มีหลายความคิด
                ซึ่งโดยภาพรวมแล้วคำว่าคนดีของพ่อแม่น่าจะหมายถึง การที่ลูกนิสัยดี ไม่เกเร ไม่ทำจนให้เป็นปัญหาของพ่อแม่ ไม่ติดยา ไม่มีเพื่อนเลว ถ้าเรียนดีด้วยก็ยิ่งดี แต่ดูเหมือนว่าสิ่งนี้ยังเป็นความต้องการรอง
ทำไมการที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นคนดีจึงมีปัญหา
ที่มีปัญหาเหตุเพราะว่าพ่อแม่ปลูกฝังความดีให้แก่ลูกไม่ถูกต้อง
ความอยากคือตัณหา นำพาพ่อแม่ไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
พ่อแม่อยากให้ลูกพูดไพเราะ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่สั่งให้ลูกพูดเพราะ แต่พ่อแม่กลับใช้คำหยาบคายต่อกัน บางวันพูดคำด่าคำ แล้วลูกจะไปไหนเสีย ลูกก็พูดคำด่าคำเหมือนพ่อแม่ ซ้ำร้ายอาจหนักมากกว่าเพราะสังคมสิ่งแวดล้อมพาไป ได้ยินได้ดู ทั้งจากวิทยุและในโทรทัศน์ประกอบกับการมีปฏิสนธิกับผู้ใหญ่ เป็นการสะสมให้การใช้วาจาไม่งดงามมากขึ้น เด็กยิ่งเล็กยิ่งช่างจำ ฟังสองครั้งอาจออกเสียงด่าว่า
 ไอ้เอี้ยได้
                อยากให้ลูกมีใจบุญสุนทาน พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างของผู้มีใจบุญ พ่อแม่ต้องรู้จักการเมตตาก่อน ลูกจึงจะสามารถประพฤติปฏิบัติตามด้วยการซึมซับพฤติกรรมของพ่อแม่ได้
                อยากให้ลูกขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้านการงานพ่อแม่ก็ต้องเป็นตัวอย่าง ทำงานให้ลูกเห็น ไม่บ่นงาน ไม่เบื่อหน่ายงานแต่นำผลงานที่ตนสร้างสรรค์ให้ลูกดูให้ลูกเห็น คุยกับลูกให้รู้สึกสนุกและเห็นประโยชน์ของการทำงาน อย่าบังคับให้ลูกทำตาม อย่าก่นด่าว่าลูกเกียจคร้าน อย่าวิจารณ์งานของลูกให้ลูกเสียใจ ต้องให้กำลังใจ ต้องให้คำชี้แนะถ้าต้องการ อย่าวานใครสอน อย่าสั่งใครให้ช่วย ใจของพ่อแม่ที่ใสด้วยเข้าใจลูก จะช่วยให้พ่อแม่สามารถสอนลูกให้รักงานได้
                อยากให้ลูกเรียนเขียนอ่านพ่อแม่ก็ต้องเป็นตัวอย่าง พ่อแม่ต้องอ่านหนังสือให้ลูกเห็น ค้นความรู้จากหนังสือให้ลูกดู บอกแหล่งความรู้ให้ลูกทราบว่าได้มาจากการอ่าน ลูกจะซึมรับความรู้สึกรักการอ่านเข้าไว้ในตน


พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นอะไรต้องเป็นตัวอย่าง
·       อย่าได้แต่สั่งว่าเจ้าจงเป็นคนดี
·       อย่าเฝ้าแต่ชี้ข้อเสียให้แก่ลูก ที่แท้ตนเองกระทำอยู่
·       พ่อแม่ดื่มเหล้า ลูกย่อมดื่มเหล้า
·       พ่อแม่สูบบุหรี่ ลูกย่อมสูบบุหรี่
·       พ่อแม่เล่นไพ่ ลูกย่อมเล่นไพ่
·       พ่อแม่ด่าคนอื่นเป็นไฟ ลูกก็เป็นด้วย
ภาพสะท้อนของพ่อแม่จะปรากฏเป็นเงาในตัวลูกและแสดงเป็นภาพที่ชัดเจนและชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ตามวัยที่ลูกคนนั้นโตขึ้นเรียกว่ายิ่งโตยิ่งเหมือน
อย่าเพิกเฉยนิสัยไม่ดีที่ปรากฏในตัวลูก เพราะนั่นคือปัญหาของลูกในอนาคตซึ่งจะมีมากกว่าที่พ่อแม่เป็น เพราะสภาพทางสังคมต่างกัน อยากให้ลูกรักเป็นคนดีต้องเริ่มต้นที่ตัวเองและเมื่อลูกยังเล็กอยู่ ลูกจะได้เรียนรู้และเป็นคนดำได้เร็ว

เลี้ยงลูกให้ดีต้องเป็นตัวอย่าง ตัวอย่างของพ่อแม่มีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็กมาก
โดยธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กมาจากการเห็นตัวอย่าง ถ้าตัวอย่างดี สิ่งที่เด็กเรียนรู้จะดีไปด้วย ทางที่ 2 มาจากประสบการณ์ที่เด็กได้รับทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม และทางที่ 3 เกิดจากการเรียนในห้องเรียน มีครูสอนครูชี้แนะ
จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงลูกให้ดีเพียงแค่เริ่มเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นก็ผ่านขั้นที่ 1 ไปแล้ว
เห็นไหมว่าเลี้ยงลูกให้ดีนั้นง่ายนิดเดียว ไม่ต้องเหนื่อยไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเสียเงินจ้างคนมาสั่งมาสอนลูก จงเป็นตัวอย่างลูก
·       อยากให้ลูกพูดดี พ่อแม่ต้องพูดดี
·       อยากให้ลูกใจดี พ่อแม่ต้องใจดี
·       อยากให้ลูกเป็นมิตร พ่อแม่ต้องเป็นมิตร
·       อยากให้ลูกมีมารยาท พ่อแม่ต้องมีมารยาท
       โบราณว่าดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่ หรือลูกไม่หล่นไม่ไกลต้น ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนกันทุกคนทุกครอบครัว   




วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ให้ลูกเรียนมากเกินไป My baby cram school.

ให้ลูกเรียนมากเกินไป
พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกเก่ง อยากให้ลูกฉลาด จึงให้ลูกเรียนมากเกินไป โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีฐานะดี ไม่ว่าจะมีโรงเรียนกวดวิชาที่ไหน ก็ส่งลูกไปเรียนให้หมด รู้บ้างหรือเปล่าว่าการเรียนเยอะไม่ได้ส่งผลดีต่อลูกรักเลย สาเหตุที่เด็กนักเรียนไทยมีการผูกคอตาย หรืออาการเครียดต่างๆนั้น มักเป็นเพราะพ่อแม่ที่กดดันเกินไป ลูกเกิดความเครียด ทั้งที่คะแนนดีกว่าเด็กนักเรียนในรุ่นเดียวกันอีกหลายคน
               
หลังเลิกเรียนตามเวลาปกติแล้ว พบว่านักเรียนบางคนต้องไปกวดวิชา หรือเรียกว่าเรียนพิเศษ เป็นการเรียนนอกเหนือการเรียนในชั้นเรียน เรียกว่าการเรียนนอกเวลา จะเป็นการเรียนพิเศษ หรือเรียกนอกเวลามีปัญหากับเด็กมากตรงที่เด็กไม่มีเวลาทำกิจกรรมตามวัยเพื่อพัฒนกิจของตน ซึ่งทำให้เด็กขาดโอกาสที่ดีในการพัฒนาตนเอง เด็กเล็กไม่มีโอกาสเล่นซึ่งหมายถึงการได้ทำกิจกรรมที่พัฒนาตนแบบองค์รวม เด็กโตไม่มีโอกาสค้นหาประสบการณ์ที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาตนเองและชีวิต เพราะตนเองมีแต่หนังสือที่ต้องอ่านและค้น ไม่มีเวลาเพื่อทำกิจกรรมพัฒนาตนเลย การให้ลูกเรียนเป็นการพัฒนาลูกอย่างหนึ่ง ซึ่งประสิทธิภาพอยู่ที่ความเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของลูก เช่นถ้าลูกต้องไปต่างประเทศจำเป็นต้องกวดเข้มภาษาอังกฤษ เช่นนี้ก็จำเป็นต้องเรียน ซึ่งการเรียนนี้ลูกก็เต็มใจด้วย สังเกตให้ดี เด็กที่เรียนดีจะบอกเลยว่าเขาต้องการอะไร แต่เด็กที่เรียนไม่ดีจะไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น และบอกไม่ได้ว่าตนเองต้องการเรียนเสริมอะไร เพราะเขาจะรู้สึกขาดไปหมด อีกอย่างหนึ่งที่เด็กเรียนไม่ดีไม่ได้แปลว่าโง่ แต่ที่ดูเหมือนโง่เพราะเด็กขาดกำลังใจในการเรียน สาเหตุอาจมาจากพ่อแม่ไม่สนใจ ไม่ให้กำลัง หรือใส่ความรู้สึกเด็กตลอดเวลาว่าโง่  เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ความรู้สึกอยากเรียนมีน้อยลง เมื่อไปเรียนก็เรียนไม่เต็มที่ บางทีเรียนแล้วเกเรกลายเป็นโง่จริงก็มี คนเราดีได้เสมอถ้ามีกำลังใจ ลูกถ้าได้กำลังใจจากพ่อแม่สักนิด ลูกจะดีและเก่งได้เอง อย่าพูดแสลงใจลูก อย่ามองต่ำกว่าที่เป็นจริง พลังใจเท่านั้นทำให้ลูกก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ยิ่งถ้าพ่อแม่มีแรงสนับสนุน ลูกจะก้าวได้อย่างมั่นคง จำไว้เลยว่าถ้าเด็กอยู่ในบรรยากาศที่ดีเด็กจะเป็นเด็กดี และเรียนดีทุกคน


จงเลี้ยงลูกให้เป็นเขาไม่ใช่เรา
หรืออย่างที่เราอยากให้เป็น
 


ให้ลูกเรียนในสิ่งที่ลูกไม่ชอบ You want your child learn what he doesn't like school.

ให้ลูกเรียนในสิ่งที่ลูกไม่ชอบ

พ่อแม่บางคนตั้งเป้าหมายการเรียนของลูกไว้ในฝันของตัวเอง มีลูก 3 คนก็กำหนดว่า คนแรกให้เรียนหมอ คนที่ 2 ให้เรียนวิศวะ คนที่ 3 เป็นสถาปนิก แล้วใส่หัวลูกทุกวัน ลูกต้องพยายามมากเพื่อให้พ่อแม่สมหวัง ความตั้งใจเช่นนี้พ่อแม่ทำได้ แต่อย่าลืม ว่าลูกเองก็มีความฝันของเขา ควรเก็บไว้แต่เพียงในฝัน ให้เป็นความอยากส่วนตัว ส่วนการคิดตัดสินใจให้เป็นเรื่องของลูก เพราะลูกเขาจะเป็นผู้รู้ตนเองว่าตัวเขามีความสามารถในระดับใด แล้วเขารักที่จะเรียนอะไร พ่อแม่ควรเป็นผู้ให้สนับสนุน เป็นผู้ให้ข้อมูล สนับสนุนแนวคิดและกำลังใจ การให้ลูกเรียนในสิ่งที่ลูกชอบเป็นผลสำเร็จของชีวิตลูกในอนาคตที่พ่อแม่ภูมิใจ



วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ให้ลูกเรียนเกินวัย You learn over the ages.

ให้ลูกเรียนเกินวัย

               

พ่อแม่บางคนบังคับให้ลูกเรียนเขียนอ่านในชั้นอนุบาล เพราะต้องการให้สอบเข้า ป.1 ได้และเรียนได้เร็ว ซึ่งก็เป็นจริงเด็กที่เร่งเรียนเมื่อเรียนชั้น ป.1 จะดูเก่งมากและไวกว่าเพื่อน แต่พอขึ้น ป.2-3-4 ความเก่งจะถดถอยลง จากผลวิจัยพบว่าเด็กที่เร่งเรียนตอนต้นจะล้าจะเรียนอ่อนลงตอนปลาย พ่อแม่บางคนเร่งรัดให้ลูกเรียนสาระวิชาของชั้น ป.4 เป็นต้น ถามว่าเด็กเรียนได้ไหม ตอบว่าเรียนได้ แต่ถ้าถามว่าดีไหม ตอบว่าไม่ดีแน่นอนเพราะเด็กเครียดที่สุดและสมองล้าเร็วที่สุดด้วย




วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ให้ลูกเรียนมากเกินจำเป็น You want your child to learn so much.

ให้ลูกเรียนมากเกินจำเป็น

               

การเรียน 2 ภาษาเป็นความต้องการของพ่อแม่อยากให้ลูกเรียนในยุคปัจจุบัน พ่อแม่อยากทั้งทีบางครั้งไม่มีความจำเป็น จากการศึกษาการวิจัยหลายงานพบการเรียน 2 ภาษาของเด็กปฐมวัย ต้องเริ่มเมื่อเด็กเรียนภาษาแม่ได้ชัดเจนก่อน โดยประมาณ 3 ขวบไปแล้ว จะเรียนภาษาที่ 2 ได้ดีมาก เด็กจะมีความสามารถทั้ง 2 ภาษา ถ้าหากปล่อยไว้ให้เด็กโตเกินอายุ 10 ปี แล้วไปเรียนก็สามารถทำได้ แต่การออกสำเนียงภาษาอาจไม่ดีพอ นอกจากการเรียนภาษาแล้ว ยังมีการเรียนอื่นอีกที่พ่อแม่จัดให้ลูกเรียนเกินจำเป็น เช่น เรียนดนตรี เรียนคณิตศาสตร์สูตรพิเศษ กอล์ฟ เป็นต้น การเรียนมากคล้ายมีประโยชน์ แต่มีโทษเพราะหนักเกินไปสำหรับเด็ก ยกเว้นเด็กร้องขอเอง พ่อแม่ควรจัดเวลาและเรื่องที่เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก ที่สำคัญต้องประเมินว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเรียน

ลูกเลี้ยงยากจัง The mischievous child crying.

การที่พ่อแม่มีทัศนคติไม่ดีกับลูก เกิดจากหลายสาเหตุดังนี้

ลูกเลี้ยงยาก

            เด็กบางคนเกิดมาเลี้ยงยาก งอแง หงุดหงิด เจ้าอารมณ์โดยไม่ทราบสาเหตุ อาการนี้ปรากฏได้ตั้งแต่เกิด ด้วยปัญญาชาวบ้าน คนโบราณคิดว่าเด็กที่เลี้ยงยากเกิดจากผีเด็กมากวนเด็ก  เพื่อแก้ปัญหานี้ คนโบราณจึงมีพิธียกลูกให้แม่ยกตั้งแต่แรกคลอด ทำทีเป็นฝากเด็กให้คนอื่นเลี้ยง ผีงง ไม่กล้ามากวนเด็กอีก เด็กคนนั้นก็จะเลี้ยงง่าย ที่จริงแล้วพิธีนี้ทำให้พ่อแม่สบายใจ เมื่อพ่อแม่สบายใจ ทัศนคติที่มีต่อลูกก็ดี วิธีการเลี้ยงลูกก็ดีไปด้วย อีกทั้งเมื่อเด็กถูกเลี้ยงด้วยความรัก ลูกก็มีการพัฒนาอารมณ์ที่ดีทำให้เด็กเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่สร้างความยุ่งยากให้ครอบครัว ปัจจุบันพิธีนี้หายากแล้ว พ่อแม่ก็เลี้ยงตามวิธีวิทยาศาสตร์แล้วแก้ปัญหาด้วยแพทย์ไม่ใช่หมอผีต่อไป

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ูลูกข้างบ้านมีของเล่นเพียบอยากซื้อให้ลูกบ้าง Want to buy toys for my daughter.

พ่อแม่ที่รู้สึกขาดจะต้องการแข่งขัน
               
มีพ่อแม่ไม่น้อยที่พยายามให้ลูกทำสิ่งต่างๆเกินตัวเพราะต้องการแข่งขันกับผู้ที่อยู่เคียงข้าง อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจเป็นวงศาคณาญาติ หรือคนรู้จัก เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานมี เห็นเพื่อนร่วมงานทำ ก็ทำตามบ้าง เพื่อเทียบเคียงไม่ให้เสียหน้า ถ้าเพื่อนลูกมีโทรศัพท์มือถือ มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว มีเกมส์เล่นทันสมัย ตัวเองก็จะไปหาซื้อให้ลูกบ้างโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา ว่าลูกจะใช้สิ่งที่พ่อแม่จัดให้เพื่อการใด เป็นประโยชน์หรือไม่ ขอเพียงแต่ให้มีเทียบได้กับผู้อื่นเป็นพอใจและสุขใจ ท่านเป็นพ่อแม่ที่ขาดหรือไม่



วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อยากให้ลูกดีต้องมีเหตุผล Teach your child by reason.

อยากให้ลูกดีต้องมีเหตุผล
               
พ่อแม่ต้องมีเหตุผลในการบอก การสอน และการให้ประสบการณ์แก่ลูก เมื่อลูกคับข้องใจให้เป็นที่พึ่งลูก บอกเหตุผลลูกและให้กำลังใจลูก เมื่อลูกทำดี เรียนดี จงกอดลูกแล้วบอกลูกว่ารักลูกสุดใจ ไม่ต้องให้เงินทองของขวัญ เพราะลูกรักต้องการแต่เพียงที่พึ่งทางใจไม่ใช่วัตถุ เมื่อลูกมีที่พึ่งทางใจ ลูกจะห่างไกลจากยาเสพติดหรือการประพฤติไม่ดีงามไปด้วย จงจำไว้ว่า
·       อย่าเลี้ยงลูกด้วยเงิน
·       อย่าเลี้ยงลูกด้วยวัตถุ
·       อย่าเลี้ยงลูกด้วยอำนาจและบารมีของตน
เด็กหลายคนเป็นลูกมีฐานะมีเงินมีทองแต่ติดยาเสพติด เด็กหลายคนมีทุกสิ่งที่ต้องการ มีจักรยานยนต์มีรถขับแต่ชั่วร้ายเด็กหลายคนมีพ่อแม่มีบุญวาสนาแต่ไม่มีปัญญาไม่มีความคิด อย่าไปคิดถึงเด็กอนาถาขาดที่พึ่งเลย โอกาสเกิดยิ่งซ้ำร้ายหนัก แต่ทำไมเด็กบางคนเป็นเด็กยากจนต้องพึ่งตนเองแต่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคก้าวหน้าไปมีฐานะและประสบความสำเร็จชีวิต ทำไมลูกเศรษฐีบางคนรวยล้นฟ้ายังไม่สามารถพัฒนาชีวิตตนเองได้เลย
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้
คำตอบง่ายนิดเดียวเพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น
การเลี้ยงลูกให้ดีพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกโดยให้โอกาสลูกเรียนรู้การมีชีวิตอยู่ด้วยตนเองอย่างมีความสุข ไม่ใช่เกิดจากพ่อแม่ให้
อย่าทำให้ลูกมีชีวิตไร้สาระบนกองเงินกองทอง
หรือขลุกอยู่กับความทุกข์ที่ด้อยวาสนา
คำพูดของพ่อแม่และเหตุผลที่งดงามมีความหมายกับลูกมาก
การพูดคุยทุกวันถึงสิ่งที่ไม่ควรเข้าใจ ลูกจะรับและซับไว้
เมื่อโตขึ้นลูกจะเข้าใจและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือสมองของคนจะจำแนกการรับรู้และจัดเก็บ หากสิ่งที่สมองได้รับเหตุผลงดงามสองจะจัดเก็บไว้ในส่วนความรู้สึกที่ดี แต่ถ้าคำพูดไม่งดงามก็จะไปสร้างความคับแค้นใจ สมองก็จะเก็บข้อมูลส่วนนั้นไว้ในส่วนของอารมณ์แค้นสะสมกลายเป็นโกรธและเกลียดชัง หรือเป็นความไม่พอใจ ท้อแท้ แล้วถ่ายออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีของตน

เมื่อลูกทำงานสิ่งใด พ่อแม่ต้องให้กำลังใจตอบสนองด้วยความรักอย่างมีเหตุผล การตบหัวลูกเบาๆด้วยเอ็นดู การหอมหน้าผากลูกแล้วบอกชื่นใจ พูดชมลูกว่าทำเช่นนี้ดีมาก หรือเยี่ยมมากลูก การกระทำหรือการพูดดังกล่าวของพ่อแม่เพียงพอที่จะทำให้หัวใจเด็กพองบานด้วยความปีติ ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปที่สมองของเด็กสะสมเป็นความภูมิใจ กลายเป็นความมานะและสร้างสรรค์
ในทางตรงข้าม พ่อแม่ก็รักเหมือนกัน แต่แสดงออกในทางลบ
ด้วยการพูดกับลูกว่า ดีแล้วที่แกทำได้ ไม่งั้น ฉันคงอายชาวบ้านเขา เรายิ่งจนๆอยู่” 
หรือพูดว่า เห็นไหม ฉันนะอยากให้แกได้ดี มันต้องมีดุบ้าง แกจะได้พยายาม แกก็ต้องรู้นะว่าฉันเองไม่ได้เกลียดอย่างที่แกคิด หัดเข้าใจเสียบ้าง ไม่ใช่มีเงินมีทองแล้วจะคุ้มแกได้
อ้าว ทำไมพูดอย่างนี้ละ ถ้าพ่อแม่คนใดพูดอย่างนี้พูดอย่างนี้กับลูกให้เลิกเสีย พูดให้น้อย รักให้มาก ให้กำลังใจลูกแล้วลูกจะดีเอง อย่าลืมว่าข้อมูลต่างๆที่พ่อแม่ให้กับลูกแล้วจะดีเอง อย่าลืมว่าข้อมูลต่างๆที่พ่อแม่ให้กับลูก จะถูกเก็บสะสมไว้ในสมองลูก ทั้งดีกับไม่ดี แต่ถ้ามีเหตุผล สมองลูกจะเลือกเก็บเฉพาะสิ่งดีๆไว้
ถ้าพ่อแม่เกิดอายหรือไม่คุ้นเคยที่จะพูดดีกับลูก หรือกอดลูก แต่อยากให้เงินทองของขวัญลูก เป็นความผิดหรือ
ไม่ผิด แต่ไม่ประเทืองปัญญาลูก
เพราะเป็นการสอนลูกให้เป็นมนุษย์วัตถุนิยม เห็นเงินนำหน้าเห็นคุณค่าเป็นวัตถุ ขาดปัญญาที่จะทำความดีในตนเอง
การให้เหตุผลคือการสร้างปัญญา
การให้ความรักคือการสร้างความสง่าในจิตใจ
ลูกเป็นสิ่งที่ต้องการพัฒนาต้องการปั้นแต่ง
แต่การปั้นแต่งลูกต้องคำนึงถึงปัญญาและจิตใจของลูก
หากพ่อแม่เข้าใจปัญญาและจิตใจของลูกกอปรกับการเลี้ยงดูลูกให้สอดคล้องกับวัยแล้ว จะเป็นทางที่ส่งเสริมลูกให้เป็นไปดังใจปรารถนา
ถ้าลูกมีปัญหาใดให้แก้ไขตรงนั้น การเลี้ยงลูกต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและปัญญาเป็นฐาน ก็จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตนั้นได้ ลูกเองก็จะพัฒนาและเจริญวัยด้วยวุฒิภาวะที่สมบูรณ์
จำไว้ว่าอย่าใช้เงินตรา อย่าใช้วาจาทำร้ายลูก อย่าใช้บารมีในการเลี้ยงลูกเพื่อหวังให้ลูกเป็นคนดี มีอย่างเดียวคือการเป็นตัวอย่าง การสอนและมีเหตุผล
 

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เมื่อพ่อแม่ที่มีปมด้อยเลี้ยงลูกน้อย family problems

พ่อแม่ที่มีปมด้อย
               
คนที่มีปมด้อยมักจะสะกิดหาปมเด่นของตัวเอง พ่อแม่กลุ่มนี้ก็อยากและหวังเช่นกัน แต่เครียดมากกว่ากลุ่มแรก ลักษณะการปฏิบัติกับลูก จะใช้วิธีการไปปลุกปั้นตกแต่งลูกให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาอย่างที่ตัวเองต้องการ ลูกอยู่เพียงชั้นอนุบาลศึกษา ก็จะพยายามให้ลูกเรียน เขียนอ่าน ท่องจำ เพื่อให้ลูกเก่งกว่าคนอื่นจะได้คุยเขื่องลูกของตน เท่านั้นยังไม่พอเพื่อให้ปมตนเขื่อนมากขึ้น ก็ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดังๆหรือไม่ก็โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเรียกขานว่าโรงเรียนอินเตอร์เสียเลย จะได้สุดยอดไปเลย  โดยไม่สนใจว่าลูกจะคิดจะรู้สึกอย่างไร ถ้าทำได้พ่อแม่จะถือเป็นความสำเร็จของชีวิต เป็นปมเด่นที่ควรแก่การพอใจ

                น่าสงสารลูกที่พ่อแม่มีปมด้อย พ่อแม่บางคนพูดสับสนไม่เป็นภาษากับลูกด้วยการใช้ภาษาหลายภาษา เพื่อให้เกิดอาการเท่ว่าลูกรู้ภาษาอังกฤษ รู้ภาษาจีนและรู้หลายภาษา ผลที่เกิดคือเพราะเขาไม่รู้จะเรียนภาษาอะไร การทำเช่นนี้ได้ปมเด่นเหมือนกัน เด่นตรงที่ลูกใช้ภาษาไม่เป็นสื่อสารไม่ได้

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลูกไม่ได้ดั่งใจยิ่งโตยิ่งพูดยาก delinquent

ลูกมีพัฒนาการ
ทำไมลูกไม่ได้ดั่งใจ
เรียนก็ช้า
ยิ่งโตยิ่งพูดยาก
เก่งสู้ข้างบ้านก็ไม่ได้
หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย
เด็กมีวัยและพัฒนาการตามอายุ ที่ทำให้ร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญามีข้อจำกัด ซึ่งแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการนี้ เด็กจะมีความสามารถ ความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน แต่จะอยู่ในรูปของการพัฒนาเพิ่มขึ้นหรือจะมีความสามารถเพิ่มขึ้น หากพ่อแม่เข้าใจ การเลี้ยงลูกจะง่ายกว่าที่คิดมาก
ตัวอย่างเช่น
·       เด็กอายุ 2 ขวบ จับกรรไกรได้แต่ตัดไม่เป็น ชอบฉีกกระดาษแต่ไม่เป็นรูปร่าง
·       เด็กอายุ 3 ขวบ ใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นเส้นยาวๆได้ ฉีกกระดาษตามรูปร่างภาพได้
·       เด็กอายุ 4 ขวบ ตัดกระดาษตามรูปร่างได้
แปะกระดาษตามรูปรอยของภาพที่กำหนดให้
เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ จะมีความสามารถมากขึ้นตามลำดับ
สำหรับการพูดยิ่งโตยิ่งพูดยาก เพราะสมองของเด็กงอกงามและพัฒนาถึงระดับคิดแบบ
นามธรรมได้ คิดเชิงซ้อนได้ ถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจจะพลอยคิดไปว่าลูกพูดยากไม่ได้ดังใจ
พัฒนาการของคนนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยหนุ่มสาว
                คนเราจะมีช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงตามวัยซี่งเรียกว่าพัฒนาการนั้น จำแนกได้เป็น 5 ช่วงอายุ ดังนี้
ช่วงอายุที่ 1 แรกเกิดในครรภ์มารดา
               
เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเซลล์ร่างกายเป็นรูปร่างของคนขณะในครรภ์มารดา ให้พร้อมออกสู่โลกภายนอก ใช้เวลา 9 เดือน ในช่วงนี้การเลี้ยงลูกจะผ่านจากแม่ไปสู่ลูกสายรก ถ้าแม่ดูแลสุขภาพถูกต้อง รับประทานอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ลูกก็จะได้รับสิ่งที่ดีนั้นด้วย ส่วนอารมณ์ดีของแม่จะผ่านสัมผัสจากน้ำคร่ำสู่ตัวเด็กอย่างนุ่มนวล เด็กที่ได้รับ เมื่อคลอดออกมาก็จะเป็นเด็กที่มีร่างกายและจิตใจแข็งแรงสมบูรณ์
                ความเชื่อว่าลูกในครรภ์รับความรู้สึกและการดูแลโดยผ่านจากตัวแม่มาสู่ลูกนี้เป็นความรู้มาแต่อดีต คนโบราณชอบที่จะตกแต่งห้องหญิงมีครรภ์ด้วยภาพที่สวยงามเจริญตาเจริญใจและสอนหญิงตั้งครรภ์ให้คุยกับลูก มีความสุขกับลูกในครรภ์ ลูกที่คลอดออกมาจะได้อารมณ์ดี มีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นได้ ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งของคนโบราณสำหรับหญิงมีครรภ์ คือ ห้ามหญิงมีครรภ์ทำงานดึก สมัยก่อนงานที่ทำดึกคือการปักเย็บผ้า เพราะเป็นงานที่ต้องทำในช่วงว่างจากงานอื่นๆแล้วเป็นงานสบายๆเมื่อทำไปแม่อาจจะเพลิดเพลินจนลืมพักผ่อน ซึ่งมีผลไม่ดีต่อสุขภาพครรภ์ คนโบราณจึงออกอุบายห้ามหญิงครรภ์ตัดเย็บเสื้อผ้าบนที่นอน โดยอ้างว่าลูกที่คลอกออกมาจะมีอาการปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งอุบายนี้ดีมากทำให้ผู้หญิงมีครรภ์ได้พักผ่อนเต็มที่
                ในปัจจุบันนี้เองก็มีอุบายมากมายสำหรับหญิงมีครรภ์ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรมทำสมาธิสำหรับหญิงมีครรภ์ การทำโยคะสงบใจ หรือไม่ก็ให้ฟังเพลงของโมซาร์ทโดยใช้ผลการวิจัยอ้างอิง ซึ่งก็มีผลทำให้ผู้เตรียมเป็นแม่หลายคนเข้าร่วมกิจกรรมด้วย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่ได้พักกายใจ
                ความจริงแล้วไม่ว่าจะใช้อุบายใดก็ตาม จุดประสงค์คือการช่วยให้แม่รู้จักเลี้ยงลูกที่อยู่ในครรภ์ให้ถูกต้อง มีการเจริญเติบโตในครรภ์ ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูกวัยนี้จะบอกพ่อแม่ได้ว่าเขาสบายดีหรือไม่ ด้วยการเคลื่อนไหวไปมาในท้องแม่ ซึ่งพ่อแม่สามารถสัมผัสรับรู้ได้ ผ่านทางผนังหน้าท้องของแม่ ถ้าลูกสบายแข็งแรงดี ก็จะดิ้นแรง แต่ถ้าไม่ดิ้นเลย อาการเช่นนี้ต้องพบสุติแพทย์เพื่อวินิจฉัยด่วน อีกอย่างหนึ่งที่แม่ไม่ควรลืม คือคุยกับลูกในครรภ์บ้าง อย่าทิ้งให้ลูกเหงา เพราะแม่เอาแต่งาน โบราณว่าลูกออกมาจะปากหนัก ซึ่งหมายถึงพูดยาก พูดลำบากหรือสื่อสารไม่เป็น ปัจจุบันคงเป็นน้องออหรือออทิสติกนั่นเอง
ช่วงอายุที่ 2 ทารกถึงวัยเตาะแตะ
                เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสมองอย่างรวดเร็ว เด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ จะมีความสามารถในการรับรู้ ฉลาด เริ่มใช้ภาษาแบบสัมผัสกายและใจต่อใจ รู้จักสร้างปฎิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นด้วยการมองตาม ยิ้ม รับสัมผัส การสนทนากับลูก การมีปฎิสัมพันธ์กับลูกและการเล่นกับลูก ทำให้เด็กได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดของเด็กวัยนี้คือการเรียนรู้โลกรอบตัวอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดของเด็กวัยนี้คือการใช้ภาษาในการพูด เด็กยังใช้คำได้น้อย เด็กชายพูดช้า เด็กผู้หญิงพูดเร็วกว่าเป็นธรรมดา อย่าตกใจ แต่ให้คุยและพูดกับลูกสม่ำเสมอ เด็กจะพูดเก่งเอง
ช่วงอายุที่ 3 วัยเด็กเล็ก อายุ 2-6 ขวบ
               
เป็นวัยยืดตัว เด็กจะผอมยาวมีรูปร่างได้สัดส่วนขึ้น เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ ชอบใช้ทักษะกล้ามเนื้อ เริ่มฝึกควบคุมตนเองในการนั่ง ยืน เดินและวิ่ง ความคิดและภาษาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รู้จักเรียนรู้ความดีความงาม เรียนรู้การมีเพื่อน ต้องการความรัก ความมั่นใจการให้พลังใจและให้ความรู้สึกที่ดีกับเด็กวัยนี้สำคัญมาก พ่อแม่สามารถวางระเบียบความน่ารักความเป็นคนดีให้กับลูกได้เต็มที่ ลูกพร้อมเรียนรู้ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมในการเรียนระดับประถมศึกษา
                ปัญหาและข้อจำกัดสำหรับเด็กช่วงนี้คือ การทำงานของมือและตายังไม่สัมพันธ์กันดี กล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นปัญหาด้านการเขียน อย่าไปบังคับให้เด็กคัดเขียนจนกว่าเด็กจะอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นปีที่เริ่มขีดเขียนตามรอยปะได้ เด็กอาจเขียนไม่สวย ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าเอาลูกเราไปเทียบกับลูกบ้านอื่น เด็กแต่ละคนพัฒนาการไม่เท่ากัน บางคนอาจเขียนเร็วแต่เคลื่อนไหว เป็นต้น อย่าบังคับให้ลูกท่องลูกจำ ลูกบางคนทำได้ แต่บางคนทำไม่ได้ เหตุเพราะช่วงวัยของเขายังอยู่ในระยะกำลังพัฒนา ซึ่งคนที่มีวุฒิภาวะเร็วจำทำได้เร็ว แต่โดยประมาณแล้วใกล้เคียงกัน อย่างเร่งเด็กเรียนเกินไป เด็กจะเบื่อหน่ายการเรียนเมื่อโตขึ้น ค่อยเป็นค่อยไปเด็กจะเก่งและเป็นคนดี
ช่วงอายุที่ 4 เด็กวัยกลาง หรือเด็กช่วงประถมศึกษา
               
เด็กเริ่มเรียนรู้โลกกว้าง เรียนรู้ความรับผิดชอบเพื่อสร้างสมความเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และการเคลื่อนไหวร่างกายคล่องตัวมากขึ้น รู้จักการเล่นแบบมีกฎเกณฑ์ มีเหตุผล รู้ภาษามากขึ้น เข้าใจตนเองและเป็นมิตร ลูกที่อยู่ชั้นประถมศึกษาจะเป็นเด็กน่ารักไม่ดื้อ เรียกว่าอยู่ในวัยฟักตัวที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ถ้าพ่อแม่ใส่ใจให้การเลี้ยงดูถูกต้อง จะได้ลูกที่โตขึ้นมาอย่างน่ารัก
               
เด็กวัยนี้จะพูดง่ายที่สุด เพราะเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการฟักตัว เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวให้มากที่สุด เด็กจะเชื่อฟังดี การเรียนเก่งเรียนอ่อน ช่วงน้ำไม่มีความหมายมากนัก พ่อแม่ควรทำตนเป็นพี่ที่ดีของลูก คุยกัน สนทนากันอย่างเป็นมิตรและสนับสนุนกันในทิศทางที่ลูกแสดงความสนใจ เช่นลูกต้องการเรียนเปียโนเสริมพิเศษต้องให้โอกาส เด็กอาจทำไม่ได้ดีนัก ต้องให้กำลังใจ เพื่อความมั่นใจและสร้างความกล้าแสดงออก
ช่วงอายุที่ 5 วัยรุ่น อายุ 13 ปีขึ้นไป
                ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากความเป็นเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ มีช่วงวัยของความเป็นหนุ่มเป็นสาว มีความคิดเป็นของตัวเอง ใฝ่ฝัน มุ่งมั่น เริ่มคิดเป็นอิสระจากครอบครัว การสนับสนุนลูก ให้กำลังใจลูก และให้ลูกพร้อมเป็นผู้ใหญ่ จะมีความหมายกับลูกมาก และเป็นการสร้างลูกให้สง่างาม พ่อแม่ควรทำตนเป็นมิตรที่ดีของลูก ลูกต้องการมิตรไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา หรือผู้วางอำนาจ
                ด้วยวัยและพัฒนาการของวัยรุ่นช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ขัดใจพ่อแม่มากที่สุด และเหมือนว่าลูกไม่ได้ดั่งใจ สิ่งที่เป็นปัญหามาก ในช่วงเปลี่ยนวัยเปลี่ยนเพศที่กำลังเข้าสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาว ลูกจะเรียนอ่อนลงมาก พ่อแม่ต้องเข้าใจ การเรียนอ่อนลงของลูกช่วงนี้ไม่ใช่ลูกเกเร แต่เหตุใหญ่มาจากลูกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงในตัวมากที่สุด เด็กหญิงมีปัญหานมขึ้นเจ็บเต้านม ปัญหามีประจำเดือนต้องดูแลตัวเอง ส่วนเด็กชายมีปัญหาเสียงแตก องคชาตเริ่มทำงาน มีหนวดงอก สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติก็จริงแต่เป็นความกังวลของเด็กมาก ทำให้เด็กขาดความสนใจในการเรียน อย่าดุลูก อย่าว่าลูก ต้องสนใจและช่วยลูกให้คลายกังวล
                ใช้เวลาว่างสบายๆคุยกับลูก ด้วยวิธีเปรยถึงภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของวัยรุ่น ถ้าเป็นลูกสาว อาจถามว่า ลูกสนใจเสื้อชั้นในหรือยัง เอาแบบไหนดีการพูดแบบนี้อาจจะทำให้ลูกสาวคลายความกังวลใจและเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่รู้ว่า เธอกำลังเป็นสาว กำลังมีนม ต้องใส่เสื้อยกทรง ไม่ใช่เสื้อคอกระเช้าอย่างเด็กๆถ้าคุยกับลูกชาย อาจบอกลูกว่า มีดโกนหนวดของพ่อเป็นแบบ 2 ชั้นสวิงนะ เพราะมันใช้โกนหนวดแข็งๆได้ดี ถ้าใช้ต้องระวังหน่อยเท่านี้ลูกชายก็รู้ว่าพ่อแม่รู้แล้วว่าเขามีหนวดอ่อนกำลังขึ้น ไม่เป็นไร สบายๆ เป็นต้น
                ปัญหาอีกอย่างของวัยรุ่นที่เริ่มพบคือ เด็กจะหงุดหงิดโกรธง่ายทั้งเด็กหญิงเด็กชาย จะมีอารมณ์ไม่มั่นคง ใจน้อย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้พ่อแม่รำคาญ ต้องถกเถียงขัดแย้งกันบ่อยๆปัญหาอารมณ์ของลูกนี้เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศที่อยู่ระหว่างการปรับตัว ต่อเมื่อระดับฮอร์โมนเพศที่อยู่บ้างตามรอบเดือน ต้องเข้าใจลูก ถ้าลูกสาวจะหงุดหงิดบ้างให้ดูรอบเดือนของลูก ใกล้ประจำเดือนมาแล้ว จะหงุดหงิดง่ายและร้องไห้ง่ายเป็นธรรมดา อย่าดุเขาแบบไม่เข้าใจ
                ลูกวัยรุ่นจะมีโลกส่วนตัว ชอบกิจกรรมนอกบ้าน ชอบเป็นตัวเอง ถ้ามีห้องส่วนตัวก็จะแยกไม่สุงสิงกับใคร ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กพยายามเข้าใจตอนเอง เข้าใจสังคม พ่อแม่ไม่ต้องห่วงเพราะลูกมีเหตุผล การคุยกับลูกแบบเพื่อนจะทำให้มิตรไมตรีดีขึ้นด้วย อย่าละลาบละล้วงลูก ให้เกียรติลูก เมื่อลูกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ลูกจะทำตนเป็นคนน่ารัก เพราะพ่อแม่เข้าใจเขาตลอดช่วงเวลาวิกฤตของวัย
                ลูกแต่ละช่วงวัยมีความงดงามตามธรรมชาติอยู่ในตัว พ่อแม่ตั้งรับรู้และเข้าใจธรรมชาติของเขา เมื่อจะเลี้ยงเขาต้องเข้าใจและให้การเลี้ยงดูด้วยการปฏิบัติต่อไปนี้เป็นสำคัญ
·       ดูแลร่างกายและสุขภาพ
·       ให้ความรักและกำลังใจ
·       ให้คำแนะนำคำสอนที่เหมาะสม
·       สนับสนุนและให้โอกาส
·       ให้คิดและฉลาดด้วยตัวเด็กเอง
การปฏิบัติดังกล่าวเพียงเท่านี้ ง่ายนิดเดียว ที่สำคัญพ่อแม่ก็จะได้ลูกที่ดีที่สุดโดยไม่เหนื่อยเลย ถ้าอยากรู้รายละเอียด อยากเห็นตัวอย่างการปฏิบัติ ก็มีหนังสือหลายเล่มให้ค้นอ่าน มีเครือข่ายสารสนเทศในคอมพิวเตอร์ให้ค้นคว้า ลองเปิดอ่านทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม ท่านจะได้ทั้งความรู้และลูกที่ดี
                เด็กมีความงอกงามตามวัยเหมือนธรรมชาติของดอกไม้ ที่พร้อมชูช่อบานสวย หากดอกไม้ได้รับการดูแลที่ดีก็จะเจริญเติบโตขยายกลีบเป็นดอกไม้ที่สวยงาม แต่ถ้าดอกไม้ได้รับการดูแลไม่ถูกต้อง มีความเข้มงวด มีการนำถุงพลาสติกมาหุ้มดอก ด้วยเกรงแมลงจะมากัดกิน ดอกไม้ก็ไม่เจริญเติบโตอาจเหี่ยวเฉา หรือบางทีรักมากเกินไป ไม่ช่วยให้ดอกไม้งดงาม ในทางตรงกันข้ามหากไม่ใส่ใจเลยดอกไม้ก็เหี่ยวเฉาเป็นเรื่องธรรมดา เช่นกันกับการเลี้ยงลูกก็เหมือนกับดูแลดอกไม้ ถ้าต้องการให้ดอกบานสวยกับต้น พ่อแม่ต้องใส่ใจลูกรักอย่างพอเหมาะ ลูกก็จะเจริญตามวัยได้อย่างงดงาม ฉันใดก็ฉันนั้น หากลูกได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง นับวันมีแต่ชื่นใจ ไม่เหนื่อยกาย ไม่เหนื่อยใจเลย
                ภาพต่อไปนี้ ต้องการแสดงเปรียบเทียบว่าลูกแต่ละวัย

                พัฒนาการตามวัยเป็นการก้าวเลื่อนของชีวิต ที่ทำให้ความสามารถการแสดงออกของเด็กแตกต่างไป จากน่ารักเลี้ยงง่ายกลายเป็นความยุ่งยาก หากพ่อแม่เข้าใจแล้วปรับให้เข้ากับวัยของลูก การเลี้ยงลูกก็ง่ายนิดเดียว แถมได้ลูกดีอีกต่างหาก
ลูกของเรา
เราต้องเข้าใจวัยและพัฒนาการ
เรามีข้อจำกัดอะไร
เราจะปรับได้อย่างไร
ความเข้าใจ
จะช่วยพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกได้เจริญวัยดังปราถนา